วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560


ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 12 เรื่อง ลาสิกขา
วันสำคัญ เป็นวันที่สามเณรรุ่นแรกชอบพูดกันบ่อยๆ หลังจากที่บวชเรียนมาแล้วและย่างเข้าปีที่หก หน้าร้อนนี้ก็เป็นเทอมสุดท้ายแล้วที่สามเณรรุ่นแรกจะสำเร็จการศึกษามัธยมปลายชั้นปีที่หก
เป็นหน้าร้อนที่ทุกคนต่างรอคอย ใบไม้ที่ร่วงหล่นหลุดออกจากขั้วไปตามกาลเวลา พร้อมกับลู่ไปตามลมฤดูร้อนปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่วอาณาบริเวณลานวัด ซึ่งไม่ต่างอะไรไปกับวิถีชีวิตของคน เมื่อถึงเวลาอันสมควร ก็รอการเปลี่ยนผันไปตามเส้นทางชีวิต
แห่งอุดมการณ์ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งใจ จะต้องศึกษาให้สำเร็จในสาขาวิชาครู อันเป็นแม่พิมพ์ให้กับประเทศชาติ ในการพัฒนานักเรียน เพื่อที่จะได้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพต่อไป อันเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสในการสอบชิงทุนการศึกษาขณะที่ยังบวชเป็นสามเณรอยู่ ก่อนที่จะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อที่จะได้เข้าเรียนฟรีในมหาวิทยาลัยครู
ข้าพเจ้าเป็นสามเณรอีกหนึ่งรูปที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนสามเณรห้ารูปที่บวชเรียนด้วยกันตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง และอีกไม่นานก็จะสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ เคยคุยกันถึงเรื่องที่เราทุกรูปจบการศึกษา หลังจากที่เรียนจบแล้ว เพื่อนทุกคนเห็นพร้อมต้องตามกันหมดว่าจะยังบวชเรียนต่อระดับปริญญาตรีในสายของพระภิกษุ หลักปรัชญาทางพระพุทธศาสนา มีเพียงแต่ข้าพเจ้าคนเดียวเท่านั้น ที่มีความเห็นและความรู้สึกต่างจากเพื่อนสามเณร ด้วยฐานะทางทุนทรัพย์ไม่พร้อมจึงต้องได้บวชเรียนอันเป็นหนทางหนึ่งที่ข้าพเจ้าสามารถเดินตามเส้นทางอุดมการณ์ได้
หลังจากที่ข้าพเจ้าเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็ได้ติดต่อรับวุฒิการศึกษากับทางโรงเรียนพระปริยัติธรรมเพื่อยื่นเอกสารไปยังทางมหาวิทยาลัยและทำการลงทะเบียนศึกษาต่อคณะครุศาสตร์
ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องลาสิกขาเพื่อไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยครู ชะตาชีวิตข้าพเจ้าก็ไม่ต่างอะไรไปกับใบไม้ที่หลุดร่วงออกจากขั้ว ข้าพเจ้าก็เช่นกัน ที่จะต้องหลุดออกจากร่มผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อเดินตามเส้นทางแห่งอุดมการณ์ของข้าพเจ้าในการสร้างทรัพย์พยากรณ์มนุษย์ในโรงเรียนให้เป็นที่มีความรู้อันจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน พัฒนาตัวเอง และประเทศชาติเราต่อไป
บ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์ ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมดอกไม้ห้าคู่ เทียนห้าคู่ แล้วเข้าหาหลวงพ่อ พร้อมบอกความประสงค์อุดมการณ์ให้หลวงพ่อทราบ ที่จริงกะเคยปรึกษากับหลวงพ่อไว้แล้วและท่านก็เข้าใจ ข้าพเจ้าก้มกราบหลวงพ่อ ท่องลมลาสิกขา แล้วอาราธนาศีลห้า อันเป็นศีลของฆราวาสในการครองเรือน และผลัดเปลี่ยนจากผ้ากาสาวพัสตร์มาเป็นเสื้อผ้าอย่างฆราวาส เสร็จแล้วก็กราบลาหลวงพ่อเพื่อกลับไปอยู่บ้านครองเรือนและศึกษาเล่าเรียนตามเส้นทางอุดมการณ์ของตน
"จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นพระ หรือครองเรืองอย่างฆราวาส ก็จงหมั่นสร้างกรรมดีอันเป็นประโยชน์ตนและส่วนรวม ซึ่งจะนำความสุขมาให้" หลวงพ่อกล่าวสั่งสอนข้าพเจ้าด้วยครับเมตตา
ข้าพเจ้าพนมมือแล้วก้มลงกราบหลวงพ่อด้วยความเคารพ และลาหลวงพ่อเพื่อเข้าไปสู่เรือน จงกระทำสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น เพราะจะนำความสุขมาให้                           

                                                                                                                                                                                                                                                   ตอย เรืองคำ

ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 11 เรื่อง วิญญาณวันศีลใหญ่

เป็นช่วงเวลากลางฤดูฝน ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนต่างพากันกูลีกูจอกับต่องข้าวน้อยหรือห่อข้าวที่ทำสำหรับไปวางไว้ตามวัดรั้ววัดและนอกวัด เพื่อให้วิญญาณของเหล่าพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ลาลับหายตายจากไป ได้มาเอาหรือรับเอาส่วนบุญและสิ่งของที่ทำไปวางไว้เหล่านี้กลับไปกินด้วย
หลังจากที่ท้าวจตุโลกบาลได้เปิดประประตูนรก อนุญาตให้กลับมารับเอาส่วนบุญและของเหล่านี้ไปกินโดยให้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น หากถึงเวลาเที่ยงคืนของวันนั้นที่อนุญาตเป็นกำหนดที่ต้องกลับ ก็ต้องกลับโดยไม่มีข้อแม้ ถึงจะไม่ได้ส่วนบุญหรือห่อข้าวก็ตาม
ส่วนการทำห่อข้าวมาถวายพระและวางไว้ตามที่ต่าง ๆ เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบแทนผู้ที่มีพระคุณได้ดีที่สุดในเวลานั้นหลังจากที่ท่านเหล่านั้นได้ลาลับหายตายจากโลกนี้ไป
การกระทำเช่นนี้และมีโอกาสเพียงวันนี้วันเดียวนี้ในทุก ๆ ปี ที่จะได้ทำจนเป็นประเพณี และเรียกวันนี้ว่าบุญข้าวสากซึ่งเป็นการเรียกของชาวอีสาน หรือบุญข้าวสลากพัด อันเป็นความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา
ประเพณีบุญข้าวสากของชาวอีสานในช่วงเดือนสิบ เพื่ออุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว บุญข้าวสาก คำว่า "สาก" ในที่นี้มาจากคำว่า "สลาก" ในภาษาไทย ข้าวสากหรือสลากภัตร คือการทำบุญที่ให้พระเณรทั้งวัดจับสลากเพื่อรับปัจจัยไทยทานตลอดจนสำรับกับข้าวที่ญาติโยมนำมาถวาย และส่วนที่ชาวอีสานใช้ในการทำพิธีกรรม จะมีการทำห่อข้าวสากเป็นลักษณะห่อด้วยใบตองกล้วยเอาไม้กลัดหัวกลัดท้าย รูปลักษณ์คล้าย ๆ กลีบข้าวต้ม แต่ไม่พับสันตองเหมือนห่อข้าวต้ม แล้วเย็บติดกันเป็นชุด ๆ ภายในห่อนั้นจะบรรจุด้วยหมาก พลู บุหรี่ ข้าวต้ม ข้าวสาร ปลา เนื้อ พริก เกลือ หอม ปลาร้า เป็นต้น และแต่ละห่อนั้นไม่ซ้ำกัน แล้วนำไปแขวนไว้ตามกลิ่งไม้ หรือรั้ววัด ในช่วงเช้าดึก ๆ ของวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบ สุดท้ายก็ตีโปง กลอง ฆ้อง ระฆัง เป็นสัญญาณเปล่าร้องให้เปรตหรือวิญญาณญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วมารับเอา
เช้ามืดก่อนฟ้าสาง ฝนตกปรอย ๆ ข้าพเจ้าลุกจากที่นอนทำกิจส่วนตัว เสร็จแล้วนุ่งห่มสบงทรงจีวรเตรียมเข้าทำวัตรเช้าอันเป็นกิจวัตประจำวัน สายลมเอื่อย ๆ พัดมาเป็นระลอก ๆ ไอเย็นยามเช้าผสมกับไอฝนถูกลมพัดผ่านทะลุเนื้อจีวรสีเข้มเหมือนสีเม็ดมะขามอันบางสัมผัสกับผิวหนังจนข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่า อากาศยามเช้าของวันนี้ช่างเย็นยะเยือกผิดแผดแตกต่างไปกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา ข้าพเจ้ารู้สึกวังเวงยังไงชอบกล ขณะที่กำลังเดินจากกุฏิไปศาลาการเปรียญด้วยระยะทางกว่าสองร้อยเมตร ท่ามกลางป่าโคกอันรกทึบผสมกับบรรยากาศยามเช้ามืดก่อนฟ้าสางอันมืดครึ้ม
“บุญข้าวสากวันศีลใหญ่” สมองข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นมากะทันหัน ทันใดนั้นลมอะไรก็ไม่รู้พัดครืนมาห่าใหญ่ หยาดน้ำฝนที่ค้างอยู่ตามใบไม้ได้ไหลจับกันเป็นเม็ดน้อยเม็ดใหญ่ก็หล่นลงมากระทบกับพื้นดินดังเปะปะทั้งยังหยดลงโดยศีรษะข้าพเจ้าจนเปียกชุ่มไปหมด ไม่ถึงห้าวินาทีลมนั้นก็หายเงียบไป ข้าพเจ้ารู้สึกแปลก ๆ กับเหตุการณ์ในวันนี้จนรู้สึกกลัว ทั้งที่พยายามข่มใจตัวเองไว้ไม่ให้กลัว พร้อมกับพยายามห้ามความคิดตัวเองไม่ให้คิดอะไรทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับเรื่องผี ที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกกลัวมาตั้งแต่เกิดแม้จะไม่เคยเห็นก็ตาม
ทันใดสายตาทั้งสองข้างของข้าพเจ้าก็เหลือบไปเห็นเงาตระคุ่ม ๆ อยู่ข้างรั้ววัดที่ล้อมด้วยลวดหนาม ลักษณะคล้ายคน ร่างใหญ่ เมื่อลมผัดโชยมาเป็นละลอกทำให้มองเห็นผมสยายออกยาวมาก ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่เกิดมา ข้าพเจ้ายืนขาแข็งนิ่งทื่อ ตาทั้งสองจ้องไปที่เงานั้นอย่างไม่ละสายตา และเหมือนเงานั้นหันมาทางข้าพเจ้าแล้วก็กำลังจ้องตากันอย่างไม่ละเว้นทั้งที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน หัวใจข้าพเจ้าเต้นแรงจนรู้สึกว่าเสียงได้ยินไปถึงหูทั้งสองข้างไม่เป็นจังหวะ ความกลัวได้เข้าครอบงำจิตจนหมดสิ้น
ในสมองเหมือนมืดแปดด้านไม่ต่างอะไรกับยืนอยู่ท่ามกลางความมืดและมองไม่เห็นอะไรเลย หูทั้งสองข้างอื้อตึงไปหมดไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วทุกอย่างก็เงียบและนิ่งไปเหมือนโลกหยุดหมุนตาทั้งสองข้างก็หลับลงสนิทไร้ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสัมผัสของอายะตะนะทั้งห้า
“คนจรมาจากไหนไม่รู้ เหมือนสติไม่ค่อยดี มาแกะกินอาหารในห่อใบตองที่ชาวบ้านเอามาห้อยไว้ตามรั้ว” ข้าพเจ้ารู้สึกตัวอีกทีได้ยินเสียงคนสนทนากันเข้าไปในหูทั้งที่ยังไม่ลืมตา จิตที่ไม่มีสติอยู่ในภวังคจิตที่ต่ำย่อมตกเป็นทาสของความคิด

                                                                                                                                ตอย เรืองคำ




                                

ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 10 เรื่อง ลูกแก้วลึกลับ
                ท้องฟ้ามืดสนิทในคืนเดือนดับ บรรยากาศที่เย็นยะเยือกของฤดูหนาวในช่วงต้นปี วันนี้ความรู้สึกของข้าพเจ้าไม่เหมือนทุก ๆ วัน ทุกอย่างของความรู้สึกมันช่างวังเวงไปหมด หลังจากหลวงพ่อและพระลูกวัดอีกสี่รูปต้องไปเข้าปริวาสกรรมที่วัดบนภูอยู่ต่างอำเภอเป็นเวลาสิบวัน เพื่อปวารณาแสดงตนปลงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ เพื่อให้จิตใจและการรักษาสิกขาบทข้อวัตรปฏิบัติผ่องใสขึ้น
                หลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง เป็นวันแรกที่ข้าพเจ้าต้องอยู่จำวัตรปฏิบัติศาสนกิจที่สงฆ์พึงกระทำและดูแลเสนาสนะในอาวาสลำพังคนเดียว รัศมีของแสงสว่างจากหลอดนีออนที่ติดตั้งไว้ข้างศาลาการเปรียญด้านนอกส่องออกไปถึงต้นโพธิ์ที่อยู่ลานธรรมพอให้มองเห็นว่ากิ่งก้านสาขาและใบของมันกำลังโยกปลิวเป็นทิวไสวเอื่อย ๆ ไปตามแรงลมของฤดูหนาว
                เล่ากันว่า ตั้งแต่สมัยก่อนได้มีผู้นำพาชาวบ้านอพยพครอบครัว และขนข้าวของเข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่จำนวนหนึ่งประมาณยี่สิบหลังคาเรือน ขณะนั้นทุกคนได้ประชุมและตกลงกันว่าต้องสร้างวัดขึ้นและนิมนต์พระมาจำพรรษาในหมู่บ้าน เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ประกอบศาสนะพิธีทางพระพุทธศาสนาและเป็นสถานที่สั่งสมบุญบารมีของชาวบ้าน ปัจจุบันหมู่บ้านและวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว ซึ่งสถานที่ตรงนี้ก่อนที่จะสร้างวัดนั้นเป็นป่ารกร้างไม่มีใครเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของและใช้เป็นที่ทำกิน
                ชาวบ้านต่างช่วยกันร่วมแรงร่วมใจถางป่าออกจนโล่ง เหลือไว้เพียงต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นร่มเงาและสร้างกุฏิด้วยไม้เป็นกระท่อม มุงหลังคาด้วยหญ้าคา กลั้นผนังด้วยฝาขัดแตะ ช่วงนั้นยังไม่มีการจัดสรรไฟฟ้าเข้าใช้ ชาวบ้านจึงใช้ยางไม้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการส่องสว่างหรือแสงไต้นั่นเอง และชาวบ้านก็ได้นำไปถวายวัดด้วยเพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้หลังจากที่การสร้างหมู่บ้านสร้างวัดเสร็จ พระสงฆ์ก็ได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาจำพรรษา ณ วัดนี้ ตลอดทุกพรรษาโดยไม่เว้น ปัจจุบันวัดได้มีการเปลี่ยนแปลงกุฏิถูกสร้างบำรุงขึ้นด้วยปูน และมีไฟฟ้าเข้าถึงอย่างสะดวกตามยุคตามสมัย
                ในขณะนั้น ช่วงที่ชาวบ้านช่วยกันถางป่าสร้างวัด ได้มีกาฝากต้นโพธิ์เป็นลูกไม้เล็ก ๆ อยู่ที่โคนต้นมะม่วงแห้งที่ตายนานแล้ว กำลังผุพังลงแล้วย่อยสลายไปในดินและเป็นปุ๋ยให้กับต้นโพธิ์ เมื่อชาวบ้านเห็นต้นโพธิ์กำลังจะเกิดก็ได้ปล่อยไว้ตามเดิมไม่ตัดถางทิ้ง นอกจากจะไม่ตัดทิ้งแล้วยังช่วยกันดูแลรักษารดน้ำ ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงให้เจริญเติบโตอย่างดีจนมาถึงทุกวันนี้
                เชื่อกันว่าต้นโพธิ์นั้น เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าหรือศาสนาพุทธ เพราะในครั้งพุทธกาลต้นโพธิ์มีความสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นร่มประทับบำเพ็ญเพียรจำสามารถบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ชาวบ้านจึงให้ความสำคัญและดูแลไว้อย่างดี
                แสงไฟส่องสลัวจากข้างศาลาการเปรียญไปถึงต้นโพธิ์ พอให้มองเห็นผ้าเจ็ดสีที่ชาวบ้านนำมาผูกไว้เพื่อเป็นการทำสักการะและบูชาจนทำให้รู้สึกว่าต้นโพธิ์นี้มีความขลังขึ้นโดยไม่ต้องมีใครคอยนำเสนอว่า ต้นโพธิ์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างไรคนก็บูชาด้วยผ้าเจ็ดสี มีธูปปักรอบ ๆ และน้ำอัดลมสีแดงตั้งวางไว้เรียงกันจนบอกไม่ได้ว่านำมาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะธูปที่ปักไว้รอบก็ถูกไฟที่จัดไหม้จนหมดเหลือเพียงก้านธูป น้ำอัดลมบางขวดก็สีซีดจนพอมองดูออกว่าคงไม่เหลือรสชาติอะไรแล้ว ลมหนาวพัดมาเป็นละลอก ๆ ทำให้ชายผ้าปลิววิบวับ กลิ่นธูปโชยมาจากทางต้นโพธิ์โดยไม่รู้สาเหตุและไม่เห็นใครนำมาปักหรือสักการะแม้แต่คนเดียวในวันนี้
                “กลิ่นธูป” ข้าพเจ้าพูดเบา ๆ รู้สึกวังเวง เริ่มส่องส่ายสายตาไปมาทั่วทุกทิศในบริเวณวัด แต่ก็ไม่เห็นใคร บรรยากาศทำไมมันเป็นเช่นนี้ ทันใดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า ขณะนั้นข้าพเจ้ากำลังกวาดสายตาไปรอบ ๆ วัด และหยุดสายตาไว้ที่ผ้าเจ็ดสีที่ผูกไว้ต้นโพธิ์ แล้วมีแสงไฟสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเห็นเป็นเหมือนลูกแก้วก้อนกลม ๆ ประมาณเท่ากำปั้นสีเขียวลอยมาจากทางทิศตะวันตกพุ่งเข้าใส่ต้นโพธิ์อย่างแรงจนลูกแก้วไฟสีเขียวนั้นแตกกระจายออกเป็นสะเก็ดไฟสว่างไปทั่วบริเวณรัศมียี่สิบเมตร ข้าพเจ้าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ขาแข็ง ตัวทื่อชาไปทั้งตัว หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ได้ยินเสียงดังตุ๊บ ๆ เหมือนจะทะลุออกจากหน้าอก ข้าพเจ้ากลัวจนตัวสั่น ทั้งอยู่วัดคนเดียวและต้องมาเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดอะไรเช่นนี้ พอตั้งสติได้ ข้าพเจ้าก็วิ่งเข้าไปในหมู่บ้านโดยไม่คิดอะไรนอกจากรีบเข้าไปให้ถึงในหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด
                “ตาศรี ตาศรี” ข้าพเจ้าวิ่งเข้าไปถึงหมู่บ้านและรีบไปบ้านตาศรีอุบาสกผู้ที่ข้าพเจ้าสนิทที่สุดอายุก็ย่างจะแปดสิบแล้ว ตาศรีกำลังจะเข้านอนพอดี ข้าพเจ้าจึงขออยู่ด้วยสักคืนหนึ่งพร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ตาศรีจึงจัดที่หลับที่นอนสำหรับให้ข้าพเจ้าจำวัดด้วยสักคืนหนึ่งในที่อันสมควร และบอกกับข้าพเจ้าว่า ในวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ และเหตุการณ์เช่นนี้ก็เคยมีคนพบเจออยู่บ่อย ๆ ครั้ง สิ่งเหล่านี้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ จะมีบางคนเท่านั้นที่สามารถพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ สิ่งลี้ลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่เชื่อก็อย่ารบหลู่
                                                                                                                                                ตอย เรืองคำ    
                  
               
















ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 9 เรื่อง คืนพลิกศพ

"อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข"
ทุกคนต่างไม่อยากมางานที่ต้องพบประกันอันเป็นช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่โศกเศร้าเช่นนี้
มันสุดจะทรมานเหลือเกินสำหรับการจากไปบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเหล่าลูกหลาน ภรรยาที่สุดจะรักสามีผู้ได้ครองใจไปตลอดชีวิตชีวิตนี้ และเหล่าญาติมิตรศิษย์สหาย
ผู้คนต่างมากหน้าหลายตาต่างที่ต่างแดนทั้งญาติสนิท มิตรห่างไกลได้มาร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่ศูนย์เสียผู้เป็นดั่งเสาร์หลักของครอบครัว
ท่ามกลางป่าไม้ที่หลากหลายชนิดพันธุ์ในเนื้อที่หนึ่งร้อยไร่ของวัดป่ามีลานดินโล่งแจ้งประมาณหนึ่งงานพอดีที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้มีความประสงค์ในการจัดสรรพื้นที่วัดให้เป็นเช่นนี้
บ่ายแก่ ๆ ของวันนี้ไม่มีแสงแดด และไม่สมารถมองเห็นแม้กระทั่งดวงอาทิตย์ ไอน้ำจับตัวกันรวมเป็นเมฆก้อนใหญ่บังแสงแดดจากดวงอาทิตย์จนทำให้ฟ้าครึ้มไปทั่วอาณาบริเวณ จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่ออยู่สถานการณ์ท่ามกลางฤดูฝนเช่นนี้
ท่ามกลางลานโล่งแจ้งจากการปกคลุมของเหล่าต้นไม้น้อยใหญ่นา ๆ ชนิด ถูกจัดตระเตรียมขึ้นไว้เป็นเชิงตะกอนด้วยไม้ขนาดเท่าต้นขาผู้ใหญ่ยาวประมาณสองเมตรบ้าง หนึ่งเมตรบ้างวางเรียงรายกันขึ้นเป็นชั้น ซึ่งมีทั้งไม้ที่แห้งบ้าง ชุ่มน้ำบ้าง เพราะช่วงนี้อยู่ในช่วงฤดูฝนพอดีจึงหาไม้แห้งได้ลำบาก บวกกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้เกิดการศูนย์เสียอย่างกะทันหันจึงหาไม้ฟืนแห้งมาทำเป็นเชิงตะกอนได้ทั้งหมด
อยู่เหนือเชิงตะกอนถูกจัดตั้งวางไว้ด้วยโลงศพ เสียงลูกหลานของผู้ตายต่างพากันร้องไห้โศกเศร้าระงม โดยเฉพาะผู้เป็นภรรยาลมหายใจแทบจะขาดสิ้นลงไปด้วยตอนนี้
บรรยากาศตอนนี้มันช่างโศกเศร้าเหลือเกิน มันโหดร้ายจนประมาณไม่ได้สำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิดสนิทสนม หรือแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็หดหู่ใจน้ำตาแทบจะไหลออกมาอย่างไม่ได้สติ
เชิงตะกอนถูกจุดด้วยไฟใส่น้ำมันเบนซินที่ราดไปทั่วไม้ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับฌาปนกิจศพในครั้งนี้ด้วยฝีมือของสัปเหร่อประจำวัด ภรรยา ลูกหลาน ญาติมิตรที่สนิทกันกับผู้ตายยิ่งส่งเสียงครวญครางถึงการศูนย์เสียอย่างโศกเศร้า ไม่นานนักทุกคนก็ต่างทำความเข้าใจ ยอมรับมันให้ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา
แล้วแยกย้ายกันกลับบ้านกันหมดทั้งเจ้าภาพและเเขกผู้มาร่วมงานฌาปนกิจ เหลือเพียงแต่สัปเหร่อผู้ชอบดื่มเหล้าเมาจนไม่ได้สติ ซึ่งวันนี้ก็เช่นกัน ตอนจุดไฟเชิงตะกอนก็เกือบจะล้มเข้าไปในกองไฟ พร้อมทั้งพระภิกษุสามเณรที่ยังไม่กลับกุฏิ หลวงพ่อได้พาพระลูกวัดอีกสี่รูป และข้าพเจ้าสามเณรซึ่งเพิ่งบวชได้ยังไม่ถึงหนึ่งพรรษาหลังเรียนจบชั้นประถมหวังจะได้เข้ามาบวชเรียนเขียนอ่านทั้งทางด้านปริยัติและปฏิบัติ พิจารณาถึงสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวกูของกูให้เป็นทุกข์ และทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน
"คืนนี้ให้ลูกเณรอยู่พลิกศพที่นี่นะ สัปเหร่อคงไม่ไหวแล้ว" หลวงพ่อหันมาสั่งข้าพเจ้า แล้วมองไปหาสัปเหร่อ ข้าพเจ้ามองตาม "หลับแล้วเหรอ" ข้าพเจ้าคิดในใจคนเดียวแล้วพยายามควบคุมอารมณ์ให้นิ่ง ไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา แท้ที่จริงตัวข้าพเจ้าแข็งทื่อ มือสั่น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะแทบจะทะลุทรวงอกออกมาในความรู้สึกตอนนั้นหลังจากที่ได้ฟังคำสั่งจากหลวงพ่อ
"ครับผมหลวงพ่อ" ข้าพเจ้าพนมมือตอบรับด้วยเสียงสั่น ๆ ออกมาในขณะนั้นปากสั่นแทบไม่มีแรงที่จะอ้าตอบออกมา
ตะวันลับขอบฟ้าไป ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับหมด เหลือแต่เพียงข้าพเจ้ากับสัปเหร่อที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มีเพราะไม่มีสติกันทั้งสองคน สัปเหร่อไร้สติเพราะฤทธิ์สุรา ส่วนข้าพเจ้านั้นไร้สติเพราะฤทธิ์แห่งความกลัว ข้าพเจ้ายังอายุน้อยเกินไป สภาวะจิตใจยังไม่แน่วแน่มั่นคง การอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าพเจ้าเหมือนตายทั้งเป็น ทั้งยังต้องทำภารกิจที่ได้รับจากหลวงพ่อ "เฮ้อ" ข้าพเจ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับหันไปมองสัปเหร่อที่หลับอยู่ใต้ชายคาข้างศาลาพักญาติ และสุดท้ายสายตายได้ไปหยุดที่เชิงตะกอน ข้าพเจ้าจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา ตัวเกรง จนลมพัดเข้าตาข้าพเจ้าและเผลอหลับตาอย่างไม่ได้สติ
ท้องฟ้ามืดสนิท พื้นที่บริเวณรอบ ๆ ข้าพเจ้าดวงตามองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากเปลวไฟที่ค่อย ๆ ดับลงเพราะมีฟืนที่ชุ่มน้ำ แต่เปลวไฟก็มีลุกโชติช่วงขึ้นเป็นครั้งคราเวลาที่มีลมพัดผ่านเข้าไปในเชิงตะกอน
ข้าพเจ้าตั้งสติแล้วเดินไปหยิบเอาไม้ไผ่แห้ง ขนาดเหมาะมือ ไม่หนักเท่าไหร่ ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับพลิกศพ ยาวประมาณหกเมตรเพราะเวลายื่นไม้เข้าไปเขี่ยไฟหรือพลิกศพก็จะไม่ทำให้ร้อนมากนักจากเปลวไฟ
ไม้กระดาษโลงศพ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีไม่นานก็ถูกไฟไหม้จนหมด จนสามารถมองเห็นร่างคนที่ไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งอยู่บนเชิงตะกอน เปลวไฟส่องให้แสงสว่างจนข้าพเจ้าสามารถมองเห็นร่างศพนั้นได้ถนัดขึ้น ตาทั้งสองข้างของร่างไร้วิญญาณได้ถลนออกมาจากเบ้าตาอย่างเห็นได้ชัด เนื้อหนังกำลังถูกเผาไหม้ไปทีละน้อย "ตุ๊บ ตุ๊บ" เสียงดังออกมาจากกองไฟ ดวงตาทั้งสองข้างของร่างไร้วิญญาณแตกพร้อมกันด้วยความร้อนของไฟ ไม่นานร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเชิงตะกอนนั้นก็ลุกนั่งขึ้นมาทันใด ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งหลัก เห็นเป็นเช่นนั้นกระทันลืมสติทิ้งไม้ที่ถืออยู่นั้นวิ่งหนีจากเชิงตะกอนอย่างไม่คิดชีวิต รู้สึกตัวอีกทีก็มานั่งจับขาสัปเหร่อผู้เมามายไม่ได้สติไว้แน่น จนรู้สึกตัว แต่ก็ไม่ได้ลึกขึ้นมาดูหรือแม้สะทกสะท้านอะไรเลยกับเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าประสบในครั้งนี้เพราะฤทธิ์ของสุราและหลับนิ่งไปตามเดิม
ข้าพเจ้าแทบจะเป็นรมย์ หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ยืนขึ้นรู้สึกว่าสั่นไปทั้งตัว แล้วนั่งลงอยู่ข้าง ๆ สัปเหร่อ ข้าพเจ้าจึงค่อยโล่งใจไปหน่อย และนั่งจ้องดูร่างที่ไร้วิญญาณอยู่ในเชิงตะกอน ค่อย ๆ ไหม้ไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ทันที่ศพจะไหม้หมด เปลวไฟก็ดับลง เหลือเเต่เพียงก้อนถ่ายไฟสีแดงและควันตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ
“ไฟก็ดับ ศพก็ไหม้ไม่หมด เพราะความกลัวจากจิตที่เราปรุงแต่งเองหนอ คนตายก็ตายไปแล้ว” ข้าพเจ้าครุ่นคิดอยู่สักพักถึงความจริงซึ่งเป็นสัจธรรม แล้วตัดสินใจและตั้งใจแน่วแน่ที่จะเผาซากศพที่เหลือให้หมดก่อนฟ้าสาง เดินไปจับเอาเอาไม้ไผ่ท่อนเดิมแล้วค่อย ๆ เขี่ยชิ้นส่วนของศพ ใส่ถ่านไฟที่ยังพอมีอยู่ แต่ถึงกระนั้นความกลัวที่อยู่ติดตัวของข้าพเจ้าก็ยังวิ่งพุกพล่านไปทั่วทั้งความคิดและจิตใจ เหลือเพียงความอดทนเท่านั้นที่ยังเป็นพลังให้ข้าพเจ้าเผาศพที่เหลือจนหมด
แสงสีทองส่องสว่างขึ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ทันใดนั้นสัปเหร่อผู้หลับใหลไม่ได้สติทั้งคืนด้วยฤทธิ์ของพิษสุราก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นแล้วเดินเข้าไปดูเชิงตะกอน ส่องส่ายสายตาไปมาทั่วเชิงตะกอนจนมั่นใจแล้วว่าศพได้ถูกไฟไหม้หมดแล้ว
“เณรเหรอที่พลิกศพจนไหม้หมด” ตาสัปเหร่อเห็นข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวอยู่บริเวณนั้นและเอ่ยถามถึงเรื่องศพที่ถูกไหม้หมดไป
“ใช่แล้วตา” ข้าพเจ้าตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโรยแผ่วเบา เพราะไม่ได้นอนทั้งคืน
“กลับกันเถอะเณร คงไหม้หมดแล้วแหละ” ตาสัปเหร่อชวนข้าพเจ้ากลับ แล้วเดินนำข้าพเจ้าไปก่อน ข้าพเจ้าเดินตามอย่างประชิด หันกลับไปมองยังเชิงตะกอน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความคิดตนเองหนอ


                                                                             ตอย เรืองคำ       

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560




ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 8 เรื่อง ผีตายโหง
                ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ ใครหลายคนคงเข้าใจและมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่คงไม่เสมอไปสำหรับคนที่ถูกพายุถาโถมกระหน่ำใส่โดยไม่ยั้ง ไร้ซึ่งความปราณี จนต้องเกิดความศูนย์เสียทั้งทรัพย์สินข้าวของถึงแม้กระทั่งต้องจบลงด้วยการพรากชีวิต ไม่มีใครที่อยากจะจดจำท้องฟ้าอันสวยงามหลังจากพายุได้จบสิ้นยุติลง เพราะพายุอันโหดร้ายทำรายสิ่งอันเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้คนเหล่านั้น
                คลื่น ๆ เสียงน้ำซัดกระทบฝั่งด้วยคลื่นทั้งลูกน้อยลูกใหญ่ ดินที่ถูกนำมาเททับถมกันขึ้นจากระดับเดิมประมาณสามเมตรจากศรัทธาญาติโยมที่ร่วมกันบริจาคปัจจัยซื้อดินถมบริเวณวัดที่ถูกน้ำท่วมแทบทุกปีที่ฝนตกอย่างไม่หยุดหย่อนถือเป็นปีที่ฝนดี จนดินที่นำมาถมนั้นเป็นแนวลาดชันและถูกกัดเซาะด้วยคลื่นน้ำในเขื่อนลำปาวทีละเล็กละน้อยจนเริ่มพังลง ยืนมองจากพื้นที่วัดไปในน้ำที่เอ่อขึ้นเต็มตระหลิ่งมีสีเขียวสลับแซมขึ้นตามผิวน้ำเป็นหย่อม ๆ หญ้าแพรกเป็นหญ้าชนิดที่ทนต่อความแห้งแล้ง ทนต่อการถูกน้ำท่วมและทนต่อทุกสภาพอากาศของประเทศไทย จนถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์แทนความอดทนในพิธีไหว้ครูของคนไทย ได้เกิดขึ้นและโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำเพื่อรับแสง
                ประมาณหกนาฬิกาเสียงระฆังดังเหง่งหง่าง เสียงนั้นดังมาจากหอระฆังของวัดที่สูงเกือบเท่าช่อฟ้าที่ประดับไว้บนจั่วศาลาการเปรียญ สามเณรบุญส่งตีระฆังเป็นกิจประจำทุกเช้าเพื่อเป็นสัญญาณบอกถึงอุบาสกอุบาสิกาญาติโยมพุทธบริษัทว่า พระภิกษุสามเณรกำลังออกโปรดบิณฑบาตซึ่งเป็นกิจของสงฆ์ ให้ชาวบ้านตระเตรียมข้าวปลาอาหารไว้รอใส่บาตร เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลแก่ชีวิตและครอบครัว
                ขณะที่พระภิกษุสามเณรกำลังบิณฑบาตถึงกลางหมู่บ้าน มีชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันห้าคนบ้าง แปดคนบ้าง สามคนบ้าง “เจอแล้ว ๆ” ทันใดก็มีเสียงดังโหวกเหวกมาจากทางศาลาประชาคมของหมู่บ้าน ซึ่งเลี้ยวเข้าไปในซอยประมาณสามสิบเมตร และเสียงผู้คนคุยกันสวนเสไปมา คนนี้พูดยังไปเสร็จอีกคนก็พูดสวนขึ้นด้วยความเสียงดังอย่างตระหนกตกใจจนจับไม่ได้ความ
                “มีคนจมน้ำครับหลวงพ่อ คาดว่าไม่ต่ำกว่าสองวัน” เสียงของชายสูงวัยคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าสัปเหร่อนั่งคุกเข่าและพระนมมืออยู่ระหว่างทางที่พระภิกษุสามเณรเดินบิณฑบาต ได้บอกให้หลวงพ่อทราบ จนพระภิกษุสามเณรรู้กันทั้งหมดและต่างตกใจ โดยเฉพาะสามเณรบุญส่ง ซึ่งเป็นเณรรูปเดียวที่มีประจำอยู่ในวัด
                “ใครเหรอ” หลวงพ่อถามสัปเหร่อกลับด้วยอาการปลงสังเวชและสงบ
                “ไม่ทราบครับหลวงพ่อ ไม่ใช่คนแถวนี้ครับ” หลวงพ่อกระจ่างความสงสัยจากคำตอบของสัปเหร่อ
                “ถ้าอย่างนั้น ให้ไปซื้อโลงศพที่ตลาดมาและช่วยกันนำศพใส่โลง แล้วเอาศพไปจัดสวดพระอภิธรรมที่ศาลาพักญาติในวัดนะ ส่วนค่าใช้จ่ายและค่าซื้อโลงศพให้ไปเอากับหลวงพ่อ” หลวงพ่อจัดสั่งสัปเหร่อเสร็จสับเรียบร้อยแล้วจึงบิณฑบาตโปรดญาติโยมต่อจนเสร็จกิจของสงฆ์
                หลังจากที่ชาวบ้านช่วยกันนำศพไร้ญาติไปไว้ที่ศาลาการเปรียญและหลวงพ่อได้นำพาพระเณรและชาวบ้านจำไม่ถึงสิบคนโดยมีสัปเหร่อเป็นผู้นำฝ่ายฆราวาส สวดพระอภิธรรมส่งดวงวิญญาณศพไร้ญาติเสร็จ  ในค่ำวันนั้นหลวงพ่อก็ได้ให้สัปเหร่อเปิดโลงศพแล้วพาพระเณรลูกวัดพิจารณาสังขารว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ตัวเราของเรานั้นไม่มี ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์
                สามเณรบุญส่งขณะที่กำลังพิจารณาสังขารศพไร้ญาติอยู่นั้นซึ่งเป็นคนไม่เคยรู้จัก จนรู้สึกกลัว หัวใจเต้นรัวจนจับจังหวะไม่ได้ ตัวสั่งระรัว ศพขึ้นอืดจนไม่สามารถบอกรูปลักษณ์สัณฐานได้ว่าเป็นใคร เนื้อหนังซีดไปหมดไม่มีสีเลือดเลย มีแต่เพียงร่างที่บวมและเนื้อหนังเป็นสีเขียนปนสีน้ำเงินออกไปทางสีดำเป็นส่วนใหญ่ ที่พอรู้ได้ชัดเจนก็คือเป็นเพศชาย วัยสูงอายุ เพราะดูจากสีผมมีสีขาวเป็นส่วนมากปนด้วยสีดำแซมอยู่เล็กน้อย ภาพนี้ได้ติดตาสามเณรบุญส่งจนเก็บไปคิดจดจำเข้าไปในภวังค์จิตใต้สำนึก คิดอะไร ทำอะไร อิริยาบถไหนภาพนั้นก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลา คืนวันนั้นสามเณรบุญส่งแทบไม่ได้นอน
เสียงระดังเหง่งหง่างขึ้นในรุ่งเช้าวันใหม่  แต่ไม่ใช่เสียงระฆังจากสามเณรบุญส่งอย่างที่เคยได้ยินประจำทุกวัน เพราะวันนี้สามเณรบุญส่งยังไม่ลุกออกจากกุฏิ ไข้จับจนตัวสั่นนอนซมอยู่ในที่นอนตั้งแต่เมื่อคืนด้วยความกลัวและนำมาคิดจนจิต “เพราะจิตปรุงแต่งหนอ ปล่อยวางหนอ” หลวงพ่อพูดเบา ๆ พร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำปั้นหมาด ๆ เช็ดตัวให้กับสามเณรบุญส่งด้วยความเมตตา     

                                                                                                                                                ตอย เรืองคำ













     



ชื่อหนังสือ เณร
เรื่องสั้นที่ 7 เรื่อง ต่อสู้ความกลัว
ฤดูฝนกำลังจะผ่านไปฤดูหนาวก็กำลังคืบคานเข้ามา อากาศเย็นยะเยือกในยามเช้าก่อนฟ้าสางไอหมอกปกคุมไปทั่วบริเวณ ละอองน้ำเล็ก ๆ ที่ลอยไปในอากาศจับตัวกันจนเป็นก้อนน้ำใสบนใบข้าวใบหญ้า มองไปทางทิศตะวันออกเห็นพระอาทิตย์กำลังขยับขับย้ายเคลื่อนตัวขึ้นเหนือพื้นดิน ส่งแสงสีทองส่องสะท้อนเปล่งประกายไปทั่วท้องนภาและภาคพื้นดิน ม่านหมอกในยามหนาวค่อย ๆ เลือนรางจางหายไปด้วยพลังอำนาจของแสงอาทิตย์ แสงสีทองส่องตกกระทบก้อนน้ำเล็ก ๆ บนใบข้าวใบหญ้าในท้องทุ่งทำให้แสงเกิดการหักเหจนเกิดแสงเปล่งประกายระยิบระยับเต็มไปในทุ่งนา
 “หวือ ๆ” เสียงลมอ่อน ๆ พัดต้นข้าวในทุ่งนาที่เขียวขจีมีจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำให้ใบข้าวโบกสะบัดพัดปลิวพลิ้วไสวส่ายไปมาและกำลังนำพาลมฤดูหนาวเข้ามาอย่างเต็มตัว
ธงทิวปลิวไสวเป็นสายไปตามลายทางสองฝั่งข้างถนนจากหน้าวัดไปจนถึงหมู่บ้านระยะทางประมาณสามร้อยเมตร ภายในวัดถูกตระเตรียมไว้ด้วยการทำความสะอาดทั้งใบไม้และขยะ ข้างศาลาการเปรียญมีถังน้ำแข็งขนาดสามร้อยลิตรตั้งเรียงกันสองถัง ซึ่งมีน้ำแข็งหลอดและน้ำแข็งบดอย่างละถัง แช่น้ำขวดไว้ถังละสองโหล ข้างลานธรรมมีเต็นท์เทศบาลตั้งเรียงกันอยู่ห้าหลังตามเสาเหล็กและชายคาเต้นเต็มไปด้วยผ้าหลากสีทั้งสีขาว สีเหลือง สีแดง สีชมพูและสีน้ำเงินที่ถูกจัดจับประดับตกแต่งด้วยฝีมือญาติโยมไว้อย่างดี และเต็นท์หลังที่สามนั้นจะเป็นจุดตั้งกองกฐิน        
“อีกสามวันก็จะถึงวันงานแล้วนะครับ ขอให้ทุกรูปช่วยกันสอดส่องดูแลเตรียมงานช่วยกัน หากรูปไหนแอบ หลบหรือนอนหลับตอนกลางวัน จะให้ไปจำวัตรที่ป่าช้าสองคืนนะครับ” หลวงพ่อบอกกับพระเณรลูกวัดหลังฉันจังหันเสร็จขณะพูดก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วมองมาที่ข้าพเจ้าและเพื่อนเณรอีกสองรูป ข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ตาทั้งสองข้างเปิดกว้าง อ้าปากค้าง เพราะปกติมีนิสัยที่กลัวผีและบวกกับคำว่าป่าช้ายิ่งทำให้ใจข้าพเจ้าเต้นถี่ขึ้นและแรงขึ้นแทบจะกระเด็นออกมา สักพักข้าพเจ้าจึงควบคุมความรู้สึกตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ พร้อมบอกกับตัวเองในใจว่าเราคงไม่เป็นเช่นนั้นหรอกเพราะปกติก็ไม่นอนกลางวันอยู่แล้วและแยกกันล้างบาตรของตน ข้าพเจ้าและเพื่อนเณรซึ่งนอกจากล้างบาตรของตนแล้วก็อุปัฏฐากหลวงพ่อและพระอาจารย์อีกสองรูปที่มีอายุพรรษาเยอะกว่าพระบวชใหม่สองรูปที่เพิ่งมีอายุพรรษาหนึ่งพรรษาซึ่งบวชตอบแทนพระคุณพ่อแม่ตามประเพณี หลังจากงานบุญกฐินเสร็จก็จะขอลาสิกขา
วันนี้ข้าพเจ้ามีอาการเพลีย ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าและพระเณรต่างช่วยกันเตรียมงานกันทั้งเรื่องเสนาสนะ ที่พักสำหรับครูบาอาจารย์ ของถวายที่ท่านจะมางานและร่วมขึ้นเทศนาโปรดญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรม และจัดเตรียมห้องน้ำห้องครัว ที่พักหลับนอนสำหรับญาติโยมบวกกับสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงที่จะเปลี่ยนฤดูปลายฝนต้นหนาว ยาวเช้าอากาศหนาวมีหม่องลงหนา กลางวันท้องฟ้าโล่งแจ้งแดดร้อนอบอ้าวและพอตกเวลากลางคืนก็มีฝนตก สภาพร่างกายข้าพเจ้าเริ่มปรับตัวไม่ทันกับธรรมชาติที่แปรปรวน จึงหายาในตู้ยาประจำวัดมาทาน “พาราเซตามอล” ข้าพเจ้าอ่านฉลากที่ติดอยู่ข้างกระปลุกในใจและนึกไปว่ายานี้คงเป็นยาที่วิเศษที่สุดในจักรวาล เพราะเคยได้ยินมาว่าใครที่ปวดหัวตัวร้อน มีแผลอักเสบ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อร่างกายหรือแม้แต่กระทั่งปวดท้อง หากทานยาชนิดนี้เข้าไปก็จะทำให้สามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ จนหายไปในที่สุด
ข้าพเจ้าจึงทานยาพาราฯ เข้าไปสองเม็ดและดื่มน้ำตามเข้าไปอีกสองแก้ว นึกไปเองว่าทานยาแล้วก็คงจะดีขึ้น และหากนอนหลับพักสักชั่วครู่ให้ร่างกายได้พักผ่อนอาการเช่นนี้ก็คงจะหายไปจนมาเป็นปกติ แต่อีกความคิดหนึ่งก็กลัวจะได้ไปนอนที่ป่าช้าคนเดียวเพราะนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อเมื่อตอนเช้า แต่ก็ด้วยร่างกายที่โรยรา จึงคิดว่าหากเราหลบหลีกจากสายตาหลวงพ่อสักหน่อยไม่ให้ท่านเห็นและท่านไม่รู้และไม่สงสัยก็คงไม่เป็นไร
สถานการณ์ก็เป็นไปอย่างที่ข้าพเจ้าคิดไว้ พอหลังจากทานยาและนอนพัก ตื่นขึ้นมาอาการของข้าพเจ้าก็กลับมาเป็นปกติ รู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวย แต่ก็คงเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เป็นไปตามที่ข้าพเจ้าคิดไว้ แต่เรื่องที่หลบจากสายตาหลวงพ่อกับนอนหลับสักชั่วครู่นั้นไม่เป็นอย่างที่ข้าพเจ้าคิดไว้เลยแม้แต่น้อย  หลังจากที่ข้าพเจ้าหลับไปนั้นรู้สึกตัวอีกทีก็เพราะเสียงฆ้องที่ดังมาจากทางลานธรรมและเข้าไปกระทบประสาทสัมผัสในหูจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ลืมตาขึ้นเห็นท้องฟ้าทางทิศตะวันตกส่องสะท้อนแสงสีทองเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง หัวใจของข้าพเจ้าเต้นแรง ไม่เป็นจังหวะ ความคิดในหัวสมองปั่นป่วนไปหมดจนจับความไม่ได้ “ป่าช้า สองคืน คนเดียว” “ป่าช้า สองคืน คนเดียว” ข้าพเจ้าพึมพรำพูดอยู่คนเดียวด้วยอาการตัวสั่นเพราะจะได้ไปนอนที่ป่าช้าคนเดียวสองคืน ทั้งยังกลัวผีเป็นที่สุดในชีวิต
ข้าพเจ้าตั้งสติได้ ก็เข้าไปหาหลวงพ่อ ก้มกราบสามครั้งด้วยความอ่อนน้อม พร้อมสารภาพกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง หลวงพ่อจึงกระจ่างและเข้าใจในเหตุการณ์ครั้งนี้ของข้าพเจ้า แต่สุดท้ายหลวงพ่อก็ได้บอกให้ข้าพเจ้าเข้าไปจำวัตรในป่าช้าสองคืนอย่างที่หลวงพ่อได้บอกไปแล้วในตอนเช้าและเริ่มไปจำวัตรวันนี้เลย พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาฉันข้าวที่วัดแล้วตอนเย็นก็ให้เข้าไปจำวัตรในป่าช้าอีกเป็นอันครบสองคืน
ข้าพเจ้าเข้าไปจำวัตรรูปเดียวในป่าช้าที่มีทั้งที่เผาศพ ที่ฝังศพคนตายโหง ทั้งที่บางหลุมก็เคยรู้จักกันและบางหลุมก็ไม่เคยรู้จัก ป้ายชื่อที่เขียนเรียงรายกันไปตามแต่ละหลุม ที่ทั้งรกไปด้วยป่าไม้ใบหญ้าและตกตอนกลางคืนข้าพเจ้ากลัวผวาสั่นไปทั้งตัว หัวใจแทบจะหยุดเต้น ต่อสู้กับความกลัวที่มีเหลือล้น นั่งร้องไห้ไม่มีสติจนนอนแทบไม่หลับ ถึงกระนั้นจนกว่าจะหลับได้เวลาก็เลยไปเป็นวันใหม่แล้วด้วยอาการเพลีย
สองคืนผ่านไปข้าพเจ้าเหมือนมีชีวิตใหม่อีกครั้ง ข้าพเจ้าตั้งสติแล้วบอกกับตัวเอง เพราะจิตปรุงแต่งหนอ มันไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน มันเป็นทุกข์

                                                                                                                                ตอย เรืองคำ












วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560


ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 6 เรื่อง กิจสงฆ์


ใบไม้ร่วงหล่นไปตามอายุไขตามแนวบริเวณกุฏิ ทับถมกันทีละใบสองใบจนแทบจะมองไม่เห็นดิน ที่พอเห็นก็คงเหลือเพียงร่องที่มองว่าเป็นทางคนเดินได้หนึ่งคนพอดีจากบันใดกุฏิไปถึงศาลาการเปรียญแต่ไม่ถนัดนักเพราะบริเวณนี้ก็เต็มไปด้วยใบไม้ที่หลุดออกจากต้นร่วงหล่นไปตามกาลเวลาแสดงให้เห็นว่าไม่ค่อยมีคนปัดกวาดสักเท่าไรนัก ข้างกุฏิมีมีดเล่มหนึ่งวางอยู่พร้อมกับกะลามะพร้าวถัดออกไปอีกสี่เมตรจอบและเสียมวางทับกันอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนละอุเหมือนมีคนใช้แล้วไม่เก็บให้เรียบร้อย
พระลูกบ้านรูปหนึ่งเพิ่งบวชใหม่ได้ยังไม่ถึงหนึ่งพรรษา แต่ไม่สนในข้อวัตรปฏิบัติ มีนิสัยเกียจค้าน เอาแต่ปฏิบัติตนอย่างฆราวาส ไม่ระลึกถึงกรรมอันจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระสงฆ์พึงมีสติอยู่ตลอกเวลาว่าการบวชเข้ามาอยู่ในวัดฉันอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวาย ผู้คนกราบไหว้ด้วยความเคารพ แล้วตนไม่มีการฝึกหัดปฏิบัตรในข้อวัตรที่สงฆ์พึงกระทำจะเป็นการสร้างบาปกรรมอันใหญ่หลวง
 แสงเทียนพรรษาถูกจุดวาววะวับในศาลาการเปรียญถูกขึ้นก่อนไก่โห่ ทั่วทุกทิศยังเป็นสีดำมืดมัวไม่สามารถมองเห็นอะไรด้วยตาเปล่า ดูลายมือกลางแจ้งยังไม่เห็นเป็นเส้น มองต้นใบไม้ยังไม่รู้ว่าเป็นเป็นใบอ่อนใบแก่ เสียงเหง่งหง่างดังขึ้นทางศาลาสามครั้งจากฝีมือของเณรรูปหนึ่งซึ่งเป็นการบอกสัญญาณว่าได้เวลาทำกิจวัตรของสงฆ์ที่พึงกระทำแล้ว หลวงพ่อและพระลูกวัดอีกห้ารูปค่อย ๆ ทยอยกันเข้าในศาลาแล้วปฏิบัติบำเพ็ญเพียรตามจริตของตนที่ถนัด นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง แล้วนั่งตามอาสนะตามลำดับพรรษาบวช หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูป ผู้มีอายุพรรษามากเริ่มนั่งจากทางซ้ายเรียงมาทางขวาจนรูปสุดท้ายที่มีพรรษาบวชน้อยสุดจนถึงสามเณร ก่อนถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์ยามฟ้าสางแล้วภิกษุ สามเณรนั่งประจำที่ของตนด้วยอาการอันสงบและหลวงพ่อให้สัญญาณถึงเวลาทำทำวัตรสวดมนเช้า
"โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ" เสียงหลวงพ่อเจ้าอาวาสนำทำวัตรสวดมนต์ดังขึ้น พระลูกวัดรวมทั้งสามเณรพร้อมกันสวดตามที่ทำเป็นประจำ จนถึงบทสุดท้าย หลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จ หลวงพ่อไม่เห็นพระใหม่เลยสงสัย
"พระใหม่อยู่ไหนหรือท่าน" หลวงพ่อเอ่ยถามขึ้นโดยไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร 
"สงสัยยังไม่ตื่นเช่นเดิมแหละครับหลวงพ่อ" พระลูกวัดรูปหนึ่งให้ความกระจ่างกับหลวงพ่อ
"เอาหละครับ แยกย้ายเตรียมตัวออกบิณฑบาตรกันนะครับ" หลวงพ่อหลังจากกระจ่างจากความสงสัยแล้วก็ได้บอกให้พระเณรเตรียมตัวออกโปรดสัตว์เช่นเคยตามกิจวัตรของสงฆ์
เมื่อหลวงพ่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็ไม่นิ่งเฉย สงสารพระใหม่ที่จะต้องได้รับวิบากกรรมที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า จึงคิดหาวิธีหนทางที่จะช่วยให้พระใหม่ได้หลุดพ้นจากความเกียจค้านอันเป็นสิ่งที่จะนำความทุกข์มาให้ในภายหลัง เพื่อให้พระใหม่ได้ฝึกปฏิบัติตน ในเมื่อเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วอันเป็นสิ่งประเสริฐสุดเหนือกว่ามนุษย์อื่นใด
แต่หากปฏิบัติตนหย่อนยานเกินไปก็จะทำให้ได้รับวิบากกรรมอันเป็นความทุกข์กับผู้นั้น หากปฏิบัติดีปฏิบัติงามก็ย่อมส่งผลดี ได้รับกรรมอันดีอันจะนำความสุขมาให้กับผู้ปฏิบัติในภายหน้า
"พระใหม่ พระใหม่" หลวงพ่อเรียกพระใหม่ที่อยู่ในกุฏิทั้งที่ยังไม่ลุกออกจากที่จำวัตร
"ครับผม ใครเรียก" เสียงพระใหม่ขานตอบทั้งที่ยังสะลำสะลือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนเรียก เสียงนั้นมาจากที่แห่งหนใด
"หลวงพ่อ ออกมาหาผมหน่อย" หลวงพ่อตอบพระใหม่กลับไป พร้อมบอกให้พระใหม่ออกมาพบ
"หลวงพ่อ" เสียงพระใหม่ทวนคำตอบเบา ๆ แล้วรีบลุกออกจากที่จำวัตรโดยเร็ว
"ท่านเข้ามาอยู่ในวัดในวา อาศัยบิณฑบาตรจากญาติโยมจึงมีชีวิตอยู่รอบ ญาติโยมเขานำมาถวายด้วยของอันประณีตก็หวังบุญกุศลจากพวกเรา ไหนเล่าสิ่งที่ท่านกระทำตอบแทน ไหนเล่าสิ่งอันดีงามที่ส่งผลให้กับเขาเหล่านั้น ทั้งที่เราปฏิบัติตนเช่นนี้ ไม่มีสิ่งดีงามอันไหนเลยจะส่งผลย้อนกลับให้กับเขา เราพึงสำนึกให้อยู่ในกมลสันดานอันเป็นที่สุดของใจว่า ไฟจะไหม้เราในทุกวัน ทุกวัน โดยไม่รู้ตัว หากปฏิบัติตนอย่างหย่อนยานเกินไป ต่อไปนี้หลวงพ่อขอให้พระใหม่ได้ปฏิบัติตนใหม่เสีย เพื่อตัวของท่านเอง จะต้องไม่ได้ไปรับวิบากกรรมอันจะทำให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง พึงปฏิบัติกิจของสงฆ์เสีย บำเพ็ญเพียรภาวนาให้จิตขาวสะอาดบริสุทธิ์ ต่อไปนี้ให้ตั้งตนใหม่เสียท่าน พึงปฏิบัติสิ่งอันดีงามที่สงฆ์พึงปฏิบัติอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว"
"ครับผมหลวงพ่อ" พระใหม่ก้มหน้าฟังหลวงพ่อด้วยอาการอันสงบ แล้วตอบรับปากหลวงพ่อพร้อมกับก้มลงกราบหลวงพ่อด้วยอาการสัมนึกในสิ่งอันดีงามด้วยพระพุทธคุณ พระบริสุทธิคุณ พระเมตตาคุณ ที่หลวงพ่อได้อ้างไว้กับตน 
หลวงพ่อเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้กับข้าพเจ้าแล้วหนอ พระพุทธเจ้าประเสริฐสุดแล้วหนอ


                                                                                                                                    ตอย เรืองคำ






































ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 5 เรื่อง ผ้าเหลืองเลี้ยงลูก
แดดเปรี้ยงทะลุม่านเมฆที่จับกลุ่มกันลาง ๆ บนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก ไอแดดร้อนผาดผ่าวราวกับนั่งข้างกองไฟที่มีใครสุมฟืนไม้แห้งเข้าอย่างไม่หยุดหย่อน ไอแดดอันร้อยละอุปลิวไหวระยิบท่ามกลางอากาศโล่งแจ้งกระทบผิวหนังร้อนผ่าวไปทั่วทั้งกาย ยืนมองจากเนินสูงที่ท่านเจ้าอาวาสวัดได้ระดมทุมจากศรัทธาญาติโยมคนละเล็กละน้อยซื้อดินมาถมให้สูงขึ้นจากระดับน้ำเขื่อนลำปาวราวสามเมตรในช่วงฤดูน้ำหลาก เห็นลานหญ้าเป็นพื้นที่กว้างราวกับสนามกอล์ฟเพราะในช่วงฤดูแล้งนี้น้ำในเขื่อนลำปาวถูกเจ้าหน้าที่กรมชลประธานปล่อยลงไปให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปัง ครั้นถึงฤดูฝนน้ำในเขื่อนลำปาวได้เอ่อขึ้นล้อมรอบวัดราวกับวัดอยู่ในเกาะกลางน้ำ กุฏิตั้งรายรอบตามขอบเขตวัดเป็นระยะ ๆ ประมาณสิบหลัง
“เณร เณร นิมนต์ไปฉันข้าว” เสียงหญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินมาเรียกเณรผู้เป็นหลานที่กุฏิหลังที่สี่นับจากทางท้ายวัดออกมาที่เพิ่งบวชได้หนึ่งเดือนหลังจากเรียนจบชั้นประถมหวังจะให้บวชเรียนเขียนอ่านในชั้นมัธยมทั้งในด้านทางโลกและทางธรรมตามหลักศาสนาพุทธ ไม่เห็นหลานเณรไปฉันจังหันรูปเดียวเณรรูปอื่น ๆ ที่บวชด้วยกันไปฉันกันหมดทุกรูป
เณร ผู้มีสีผิวเข้มรูปร่างกำยำกว่าเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ เมื่อยายมาปลุกเห็นว่าสายแล้วก็อายไม่กล้าออกไปฉันข้าวร่วมกับพระเณรรูปอื่น จึงได้บอกให้ยายจัดแจงสำรับอาหารมาให้ที่กุฏิ เมื่อฉันเสร็จแล้วยายก็เก็บถ้วยจานไปล้างไว้ในครัว แล้วเก็บปิ่นโตใส่ตะกร้ากลับบ้านพร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ
เณรฉันจังหันเช้าเสร็จพอดีกับรถประจำสำนักเรียนพระปริยัติธรรมมารับไปเรียนเป็นปกติอย่างวันอื่น ๆ  เว้นวันเสาร์อาทิตย์ เณรทุกรูปรีบล้างบาตรตนเอง จัดเตรียมหนังสือ นุ่งผ้าสบงทรงจีวรอย่างมิดชิดให้เป็นปริมณฑลแล้วไปเรียนกัน เหลือเพียงเณรหลานยายรูปเดียวที่ไม่ไปโรงเรียน ซึ่งมีนิสัยไม่ค่อยไปเรียนเป็นประจำอย่างเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ ซึ่งหนึ่งอาทิตย์จะไปเรียนแค่สองวันบ้าง สามวันบ้างสลับกันไป ไอแดดได้แผดเผาไปทั่วบริเวณท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงอันร้อนอบอ้าวไม่ว่าจะอยู่ในร่มก็ยังอึดอัดเหนียวเหนอะหนะด้วยเหงื่อที่ไหลออกผ่านรูขุมขนชุ่มไปตามชายประคดเอวและอังสะ แต่เณรผู้เป็นหลานยายก็ยังสามารถนอนอยู่ในกุฏิได้ทั้งวันโดยไม่ออกมพุกพ่านข้างนอน
จวนจะค่ำตะวันกำลังเคลื่อนค้อยลอยลงสู่ขอบฟ้าเรื่อย ๆ ผู้คนต่างพากันต้อนวัวต้อนควายเข้าคอก รถรับส่งโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็ได้กลับมาส่งเณรที่วัดอย่างเช่นเคยประจำทุกวัน หลวงพ่อบอกกับลูกเณรทุกรูปว่าวันนี้พระทุกรูปต้องได้ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ในต่างหมู่บ้านกว่าจะกลับมาก็จวนจะดึก จึงสั่งให้ลูกเณรทุกรูปทำกิจวัตรกันเอง ปัดกวาดลานวัดทั้งศาลาการเปรียญแล้วทำวัตรสวดมนต์กันเอง บอกเสร็จแล้วก็ไปกิจนิมนต์ที่ได้รับไว้
หลวงพ่อออกไปกิจนิมนต์ได้ไม่นาน เณรหลานยายก็ลุกออกจากกุฏิมาหาเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ เล่นหยอกล้อกับเณรรูปนี้บ้าง แล้วไปหยอกล้อกับเณรรูปนั้นบ้าง “หลวงพ่อไปไหนเหรอ” เณรหลานยายถามเพื่อนเณรด้วยกัน เพราะไม่เห็นพระสักรูปรวมทั้งหลวงพ่อด้วย ทั้ง ๆ ที่จะต้องออกมาเดินจงกรม ปัดกวาดลานวัดซึ่งเป็นประจำทุกวันแต่วันนี้เห็นเลย
“ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ที่ต่างหมู่บ้าน” เพื่อนเณรรูปหนึ่งตอบขึ้น
“ดีหละ เราเตะบอลกันไหม ไม่ได้เตะบอลกันนาน เมื่อวานตอนผมไปเยี่ยมได้แอบเอาฟุตบอลมาด้วย คันเท้าอยากเตะบอล” เณรหลานยายคิดพิเรนทร์ขึ้นมาอย่างคึกคะนองด้วยความเป็นเด็ก
“เอาสิ” เณรที่เป็นเพื่อนก็คิดสนุกไปด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นเณรทั้งหมดก็มารวมกัน แล้วแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละห้าพอดี และต่างก็ช่วยกันหาไม้มาปักเป็นประตูฟุตบอลให้เป็นสองฝั่ง เล่นเตะบอลกันอย่างเอิกเกริกเฮฮาสนุกสนานจนเสียงก้องออกไปใกล้ถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างตระหนกตกใจคิดว่าเสียงอะไรดังมาจากในวัดและได้ชวนกันมาดู
ชาวบ้านมาเห็นก็ต่างตำหนิเณรว่าไม่สำรวม ไม่สมควรเล่นเตะฟุตบอลอย่างฆราวาส แล้วกลับเข้าหมู่บ้าน เช้าวันต่อมาหลวงพ่อได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจากญาติโยมผู้เห็นเหตุการณ์ และได้เรียกเณรทั้งหมดมาไต่ถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น จนได้รู้ความจริงทั้งหมดในสิ่งที่ไม่ควรประพฤติของลูกเณร จึงเทศนาอบรมด้วยเมตตาแล้วลงโทษด้วยแซ่หวาย
เราฉันอาหารอันประณีตของญาติโยมที่เขาต้องแบ่งปันจากครอบครัวของเขามาถวายเพื่อหวังบุญกุศล แล้วสิ่งไหนเล่าที่ลูกเณรทั้งหลายจะพึงตอบแทนนอกจากการประพฤติวัตรปฏิบัติบำเพ็ญเพียร


                                                                                                                                ตอย เรืองคำ

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560






ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 3 เรื่อง บุญลือ

                แสงสีทองวามวาวจ้านจ้าไปทั่วครึ่งฟ้าทางทิศตะวันตก ส่องสะท้อนเป็นสายทะลุผ่านช่องตึงที่เรียงรายสลับกันสูงต่ำ เสียงแตรดังปี๊กป๊ากบนท้องถนนเป็นสายยาวประมาณสองร้อยเมตร มวลมนุษย์ต่างพากันใส่เสื้อสีเทาสีส้มยืนจับกันเป็นกลุ่ม ๆ หลังจากเดินจับจ่ายใช้สอยของส่วนตัว อาหารการกินในตลาดคนเดินแล้วมารอข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามสลับกับรถที่วิ่งสวนกันไปมาตามวิถีชีวิตของคนแถบนี้เป็นประจำทุกวัน
                ตรงข้ามตลาดคนเดินเป็นโรงงานอวน ที่ผู้คนต่างทิศทาง ต่างพี่ต่างน้อง ต่างเพศต่างวัย ต่างบ้านต่างจังหวัดมารวมตัวกันต่างคนต่างดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตตัวเองและคนข้างหลังลูกเมียพ่อแม่ให้รอด ซึ่งบ้านเมืองเราสมัยนี้ทุกคนต้องดิ้นรนทั้งลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป
                หน้าโรงงานอวนมี รปภ. หกนายรูปร่างกำยำใส่ชุดสีกรมยืนเคร่งขรึมตรวจความเรียบร้อยพร้อมไม้กระบองครบมือกันทุกคน และผู้คนที่ใส่ชุดประจำโรงงานต่อแถวกันสองแถวอย่างยาวเหยียดเข้าประตูเล็ก ๆ ความกว้างประมาณสองคนเข้าได้อย่างพอดิบพอดีโดยไม่ชิดกันมาก เพื่อเข้างานในกะกลางคืนทุกคนจะมีบัตรประจำตัวห้อยคอกันคนละใบ หันหน้าเข้าโรงงานด้านซ้ายมือจะเป็นแถวสำหรับคนที่ใส่ชุดสีส้ม ซึ่งหมายถึงหัวหน้าแผนก และแถวด้านขวาจะเป็นสำหรับคนที่ใส่ชุดสีเทาคือพนักงานในแผนก ผู้คนที่ใกล้จะถึงหน้าประตูทางเข้าต่างพากันถือมันเอาไว้เพื่อรูดลงช่องเล็ก ๆ ของเครื่องสำหรับตรวจบาร์โค้ดประจำตัวของตน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้ก็ขึ้นกับการบาร์โค้ด หากใครพลาดการทำขั้นตอนนี้ก็ถือว่าเสียเปล่าไม่ได้ค่าตอบแทนถึงแม้จะทำงานทั้งวันก็ตาม ดังนั้นทุกคนที่ต่อแถวรอจึงใจจดใจจ่อกับขั้นตอนนี้กันอย่างเคร่งครัด
                บุญลือ ชายหนุ่มผู้มีรูปร่างทะมัดทะแมงผิวเข้มจมูกคมทรงผมนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมสาม กับพี่ชายก็อยู่ในแถวชุดสีเทานั้นด้วย ก่อนที่เขาจะเรียนจบชั้นมัธยมสามและได้มาทำงานในโรงงานอวน พ่อกับแม่ตั้งความหวังไว้กับเขาว่าจะให้เรียนจบสูง ๆ มีงานที่มั่นคง สวัสดิการและผลตอบแทนที่ดี เพราะพี่ชายเขาเรียนยังไม่จบชั้นมัธยมปลายก็ออกโรงเรียนเรียนกลางคัน แล้วเข้ามาทำงานในโรงงานอวนแล้วต่อมาไม่นานก็ได้ภรรยาที่ทำงานในแผนกเดียวกัน ทั้งสองช่วยกันทำงานพอจะมีเงินสักหน่อยกะได้ผ่อนรถกระบะออกมาหนึ่งคัน ไม่ทันที่จะผ่อนค่างวดรถถึงครึ่งหนึ่งพี่สะใภ้ก็ตั้งท้องได้ห้าเดือนจึงได้พักงานกลัวจะเป็นอันตราย พี่ชายของเขาจึงได้ทำงานคนเดียว ถึงกำหนดพี่สะใภ้ก็ได้คลอดลูกออกมาเลยให้กับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ ภาระค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งค่าเช่าห้อง ค่าผ่อนงวดรถ และทั้งต้องส่งกลับบ้านเพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายให้ภรรยาเลี้ยงลูก พอบุญลือเรียนจบชั้นมัธยมสาม พี่ชายจึงปรึกษาพ่อกับแม่และขอให้บุญลือออกจากโรงเรียนไม่ให้เรียนต่อเพื่อช่วยทำงานผ่อนค่างวดรถ “บุญลือลูก จบชั้นมัธยมสามแล้วพี่เค้าขอให้ออกจากโรงเรียนไปทำงานช่วยนะ สงสารพี่ที่ต้องทำงานคนเดียวผ่อนค่างวดรถ ค่าเช่าห้อง ทั้งต้องส่งกลับบ้านมาให้ค่าใช้จ่ายลูก” แม่บอกบุญลือพร้อมให้เหตุผลทั้งที่แม่ก็อยากให้เรียนต่อ แต่ก็สงสารพี่ที่ต้องรับภาระหนัก ซึ่งบุญลือก็เข้าใจและรู้ดี เขาพยักหน้าตอบแม่ครั้งหนึ่งไม่ปฏิเสธปากสั่นพูดอะไรไม่ออกทั้งอยากเรียนต่อให้จบสูง ๆ อย่างที่ตัวเองและพ่อแม่หวังไว้ อีกใจหนึ่งก็คิดสงสารพี่ชายตัวเองและหลานชายตัวน้อยที่กำลังน่ารักน่าชัง ตาเริ่มแดงก่ำและมีน้ำใส ๆ คลอในดวงตาทั้งสองข้างทั้งนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เขาจึงทำตามที่แม่ขอ
                บุญลือกับพี่ชายทำงานช่วยกันอย่างแข็งขันไม่เคยลางานสักครั้งทำงานแม้กะทั่งวันหยุดแถวยังควบกะทำโอทีด้วย แต่ด้วยภาระทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามาทุกทิศทุกทางที่ขาดไม่ได้เลยคือส่งเงินกลับบ้านไปให้พี่สะใภ้เป็นค่าใช้จ่ายให้หลาย จนจำเป็นต้องค้างผ่อนค่างวดรถจากหนึ่งเดือนเป็นสองเดือนจากสองเดือนเป็นสามเดือนจนพนักงานของบริษัทรถยนต์ต้องมาตาม จนต้องเจียดเงินในส่วนที่ส่งกลับไปทางบ้านออกเพื่อขอผ่อนตัดค่างวดรถออกบ้าง หลังจากที่ลดเงินที่ส่งกลับบ้านทางบ้านก็ได้ยืมจากเพื่อบ้านมาใช้จ่ายแทนก่อนเพราะไม่พอ จนสุดท้ายทุกคนก็ได้ปรึกษากันและตัดสินใจตกลงกันให้บริษัทยึดรถไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายออกให้เหลือแค่ค่าเช่าห้อง ค่ากินและส่งกลับทางบ้าน ทุกคนต่างพากันเสียดายแต่ต้องเลือกสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือค่าเลี้ยงน้อยของพี่ชายบุญลือ หลังจากที่รถถูกยึดไปพี่ชายเขาก็มีพอจ่ายใช้สอยและส่งกลับไปให้ลูก เขาจึงขอกลับบ้านไปเรียนหนังสือ
                พอกลับบ้านเขาก็ขอพ่อกับแม่เรียนต่อซึ่งเป็นความหวังของครอบครัวที่จะได้มีลูกเรียนจบสูง ๆ เหมือนอย่างครอบครัวอื่นจะได้เป็นหน้าเป็นตาให้วงตระกูล แถวบ้านของบุญลือมีสำนักเรียนพระปริยัติธรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เขาจึงขอพ่อกับแม่บวชเรียนเพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดภาระพ่อแม่ไม่ต้องหาเงินส่งเสียให้เขาเรียน ที่สำคัญที่สุดคือได้ตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่ที่ให้กำเนิดเลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ ทุกคนต่างมีปีติยินดีอย่างยิ่ง
               บุญลือได้เข้าอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นบุญกุศลอันสูงทั้งผู้บวชและบุกพการี       


                                                                                                             

                                                                                                                                   ตอย เรืองคำ