วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560


ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 11 เรื่อง วิญญาณวันศีลใหญ่

เป็นช่วงเวลากลางฤดูฝน ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนต่างพากันกูลีกูจอกับต่องข้าวน้อยหรือห่อข้าวที่ทำสำหรับไปวางไว้ตามวัดรั้ววัดและนอกวัด เพื่อให้วิญญาณของเหล่าพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ลาลับหายตายจากไป ได้มาเอาหรือรับเอาส่วนบุญและสิ่งของที่ทำไปวางไว้เหล่านี้กลับไปกินด้วย
หลังจากที่ท้าวจตุโลกบาลได้เปิดประประตูนรก อนุญาตให้กลับมารับเอาส่วนบุญและของเหล่านี้ไปกินโดยให้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น หากถึงเวลาเที่ยงคืนของวันนั้นที่อนุญาตเป็นกำหนดที่ต้องกลับ ก็ต้องกลับโดยไม่มีข้อแม้ ถึงจะไม่ได้ส่วนบุญหรือห่อข้าวก็ตาม
ส่วนการทำห่อข้าวมาถวายพระและวางไว้ตามที่ต่าง ๆ เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบแทนผู้ที่มีพระคุณได้ดีที่สุดในเวลานั้นหลังจากที่ท่านเหล่านั้นได้ลาลับหายตายจากโลกนี้ไป
การกระทำเช่นนี้และมีโอกาสเพียงวันนี้วันเดียวนี้ในทุก ๆ ปี ที่จะได้ทำจนเป็นประเพณี และเรียกวันนี้ว่าบุญข้าวสากซึ่งเป็นการเรียกของชาวอีสาน หรือบุญข้าวสลากพัด อันเป็นความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา
ประเพณีบุญข้าวสากของชาวอีสานในช่วงเดือนสิบ เพื่ออุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว บุญข้าวสาก คำว่า "สาก" ในที่นี้มาจากคำว่า "สลาก" ในภาษาไทย ข้าวสากหรือสลากภัตร คือการทำบุญที่ให้พระเณรทั้งวัดจับสลากเพื่อรับปัจจัยไทยทานตลอดจนสำรับกับข้าวที่ญาติโยมนำมาถวาย และส่วนที่ชาวอีสานใช้ในการทำพิธีกรรม จะมีการทำห่อข้าวสากเป็นลักษณะห่อด้วยใบตองกล้วยเอาไม้กลัดหัวกลัดท้าย รูปลักษณ์คล้าย ๆ กลีบข้าวต้ม แต่ไม่พับสันตองเหมือนห่อข้าวต้ม แล้วเย็บติดกันเป็นชุด ๆ ภายในห่อนั้นจะบรรจุด้วยหมาก พลู บุหรี่ ข้าวต้ม ข้าวสาร ปลา เนื้อ พริก เกลือ หอม ปลาร้า เป็นต้น และแต่ละห่อนั้นไม่ซ้ำกัน แล้วนำไปแขวนไว้ตามกลิ่งไม้ หรือรั้ววัด ในช่วงเช้าดึก ๆ ของวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบ สุดท้ายก็ตีโปง กลอง ฆ้อง ระฆัง เป็นสัญญาณเปล่าร้องให้เปรตหรือวิญญาณญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วมารับเอา
เช้ามืดก่อนฟ้าสาง ฝนตกปรอย ๆ ข้าพเจ้าลุกจากที่นอนทำกิจส่วนตัว เสร็จแล้วนุ่งห่มสบงทรงจีวรเตรียมเข้าทำวัตรเช้าอันเป็นกิจวัตประจำวัน สายลมเอื่อย ๆ พัดมาเป็นระลอก ๆ ไอเย็นยามเช้าผสมกับไอฝนถูกลมพัดผ่านทะลุเนื้อจีวรสีเข้มเหมือนสีเม็ดมะขามอันบางสัมผัสกับผิวหนังจนข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่า อากาศยามเช้าของวันนี้ช่างเย็นยะเยือกผิดแผดแตกต่างไปกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา ข้าพเจ้ารู้สึกวังเวงยังไงชอบกล ขณะที่กำลังเดินจากกุฏิไปศาลาการเปรียญด้วยระยะทางกว่าสองร้อยเมตร ท่ามกลางป่าโคกอันรกทึบผสมกับบรรยากาศยามเช้ามืดก่อนฟ้าสางอันมืดครึ้ม
“บุญข้าวสากวันศีลใหญ่” สมองข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นมากะทันหัน ทันใดนั้นลมอะไรก็ไม่รู้พัดครืนมาห่าใหญ่ หยาดน้ำฝนที่ค้างอยู่ตามใบไม้ได้ไหลจับกันเป็นเม็ดน้อยเม็ดใหญ่ก็หล่นลงมากระทบกับพื้นดินดังเปะปะทั้งยังหยดลงโดยศีรษะข้าพเจ้าจนเปียกชุ่มไปหมด ไม่ถึงห้าวินาทีลมนั้นก็หายเงียบไป ข้าพเจ้ารู้สึกแปลก ๆ กับเหตุการณ์ในวันนี้จนรู้สึกกลัว ทั้งที่พยายามข่มใจตัวเองไว้ไม่ให้กลัว พร้อมกับพยายามห้ามความคิดตัวเองไม่ให้คิดอะไรทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับเรื่องผี ที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกกลัวมาตั้งแต่เกิดแม้จะไม่เคยเห็นก็ตาม
ทันใดสายตาทั้งสองข้างของข้าพเจ้าก็เหลือบไปเห็นเงาตระคุ่ม ๆ อยู่ข้างรั้ววัดที่ล้อมด้วยลวดหนาม ลักษณะคล้ายคน ร่างใหญ่ เมื่อลมผัดโชยมาเป็นละลอกทำให้มองเห็นผมสยายออกยาวมาก ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่เกิดมา ข้าพเจ้ายืนขาแข็งนิ่งทื่อ ตาทั้งสองจ้องไปที่เงานั้นอย่างไม่ละสายตา และเหมือนเงานั้นหันมาทางข้าพเจ้าแล้วก็กำลังจ้องตากันอย่างไม่ละเว้นทั้งที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน หัวใจข้าพเจ้าเต้นแรงจนรู้สึกว่าเสียงได้ยินไปถึงหูทั้งสองข้างไม่เป็นจังหวะ ความกลัวได้เข้าครอบงำจิตจนหมดสิ้น
ในสมองเหมือนมืดแปดด้านไม่ต่างอะไรกับยืนอยู่ท่ามกลางความมืดและมองไม่เห็นอะไรเลย หูทั้งสองข้างอื้อตึงไปหมดไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วทุกอย่างก็เงียบและนิ่งไปเหมือนโลกหยุดหมุนตาทั้งสองข้างก็หลับลงสนิทไร้ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสัมผัสของอายะตะนะทั้งห้า
“คนจรมาจากไหนไม่รู้ เหมือนสติไม่ค่อยดี มาแกะกินอาหารในห่อใบตองที่ชาวบ้านเอามาห้อยไว้ตามรั้ว” ข้าพเจ้ารู้สึกตัวอีกทีได้ยินเสียงคนสนทนากันเข้าไปในหูทั้งที่ยังไม่ลืมตา จิตที่ไม่มีสติอยู่ในภวังคจิตที่ต่ำย่อมตกเป็นทาสของความคิด

                                                                                                                                ตอย เรืองคำ




                                

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น