วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560




ชื่อหนังสือ เณร
เรื่องสั้นที่ 7 เรื่อง ต่อสู้ความกลัว
ฤดูฝนกำลังจะผ่านไปฤดูหนาวก็กำลังคืบคานเข้ามา อากาศเย็นยะเยือกในยามเช้าก่อนฟ้าสางไอหมอกปกคุมไปทั่วบริเวณ ละอองน้ำเล็ก ๆ ที่ลอยไปในอากาศจับตัวกันจนเป็นก้อนน้ำใสบนใบข้าวใบหญ้า มองไปทางทิศตะวันออกเห็นพระอาทิตย์กำลังขยับขับย้ายเคลื่อนตัวขึ้นเหนือพื้นดิน ส่งแสงสีทองส่องสะท้อนเปล่งประกายไปทั่วท้องนภาและภาคพื้นดิน ม่านหมอกในยามหนาวค่อย ๆ เลือนรางจางหายไปด้วยพลังอำนาจของแสงอาทิตย์ แสงสีทองส่องตกกระทบก้อนน้ำเล็ก ๆ บนใบข้าวใบหญ้าในท้องทุ่งทำให้แสงเกิดการหักเหจนเกิดแสงเปล่งประกายระยิบระยับเต็มไปในทุ่งนา
 “หวือ ๆ” เสียงลมอ่อน ๆ พัดต้นข้าวในทุ่งนาที่เขียวขจีมีจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำให้ใบข้าวโบกสะบัดพัดปลิวพลิ้วไสวส่ายไปมาและกำลังนำพาลมฤดูหนาวเข้ามาอย่างเต็มตัว
ธงทิวปลิวไสวเป็นสายไปตามลายทางสองฝั่งข้างถนนจากหน้าวัดไปจนถึงหมู่บ้านระยะทางประมาณสามร้อยเมตร ภายในวัดถูกตระเตรียมไว้ด้วยการทำความสะอาดทั้งใบไม้และขยะ ข้างศาลาการเปรียญมีถังน้ำแข็งขนาดสามร้อยลิตรตั้งเรียงกันสองถัง ซึ่งมีน้ำแข็งหลอดและน้ำแข็งบดอย่างละถัง แช่น้ำขวดไว้ถังละสองโหล ข้างลานธรรมมีเต็นท์เทศบาลตั้งเรียงกันอยู่ห้าหลังตามเสาเหล็กและชายคาเต้นเต็มไปด้วยผ้าหลากสีทั้งสีขาว สีเหลือง สีแดง สีชมพูและสีน้ำเงินที่ถูกจัดจับประดับตกแต่งด้วยฝีมือญาติโยมไว้อย่างดี และเต็นท์หลังที่สามนั้นจะเป็นจุดตั้งกองกฐิน        
“อีกสามวันก็จะถึงวันงานแล้วนะครับ ขอให้ทุกรูปช่วยกันสอดส่องดูแลเตรียมงานช่วยกัน หากรูปไหนแอบ หลบหรือนอนหลับตอนกลางวัน จะให้ไปจำวัตรที่ป่าช้าสองคืนนะครับ” หลวงพ่อบอกกับพระเณรลูกวัดหลังฉันจังหันเสร็จขณะพูดก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วมองมาที่ข้าพเจ้าและเพื่อนเณรอีกสองรูป ข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ตาทั้งสองข้างเปิดกว้าง อ้าปากค้าง เพราะปกติมีนิสัยที่กลัวผีและบวกกับคำว่าป่าช้ายิ่งทำให้ใจข้าพเจ้าเต้นถี่ขึ้นและแรงขึ้นแทบจะกระเด็นออกมา สักพักข้าพเจ้าจึงควบคุมความรู้สึกตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ พร้อมบอกกับตัวเองในใจว่าเราคงไม่เป็นเช่นนั้นหรอกเพราะปกติก็ไม่นอนกลางวันอยู่แล้วและแยกกันล้างบาตรของตน ข้าพเจ้าและเพื่อนเณรซึ่งนอกจากล้างบาตรของตนแล้วก็อุปัฏฐากหลวงพ่อและพระอาจารย์อีกสองรูปที่มีอายุพรรษาเยอะกว่าพระบวชใหม่สองรูปที่เพิ่งมีอายุพรรษาหนึ่งพรรษาซึ่งบวชตอบแทนพระคุณพ่อแม่ตามประเพณี หลังจากงานบุญกฐินเสร็จก็จะขอลาสิกขา
วันนี้ข้าพเจ้ามีอาการเพลีย ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าและพระเณรต่างช่วยกันเตรียมงานกันทั้งเรื่องเสนาสนะ ที่พักสำหรับครูบาอาจารย์ ของถวายที่ท่านจะมางานและร่วมขึ้นเทศนาโปรดญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรม และจัดเตรียมห้องน้ำห้องครัว ที่พักหลับนอนสำหรับญาติโยมบวกกับสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงที่จะเปลี่ยนฤดูปลายฝนต้นหนาว ยาวเช้าอากาศหนาวมีหม่องลงหนา กลางวันท้องฟ้าโล่งแจ้งแดดร้อนอบอ้าวและพอตกเวลากลางคืนก็มีฝนตก สภาพร่างกายข้าพเจ้าเริ่มปรับตัวไม่ทันกับธรรมชาติที่แปรปรวน จึงหายาในตู้ยาประจำวัดมาทาน “พาราเซตามอล” ข้าพเจ้าอ่านฉลากที่ติดอยู่ข้างกระปลุกในใจและนึกไปว่ายานี้คงเป็นยาที่วิเศษที่สุดในจักรวาล เพราะเคยได้ยินมาว่าใครที่ปวดหัวตัวร้อน มีแผลอักเสบ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อร่างกายหรือแม้แต่กระทั่งปวดท้อง หากทานยาชนิดนี้เข้าไปก็จะทำให้สามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ จนหายไปในที่สุด
ข้าพเจ้าจึงทานยาพาราฯ เข้าไปสองเม็ดและดื่มน้ำตามเข้าไปอีกสองแก้ว นึกไปเองว่าทานยาแล้วก็คงจะดีขึ้น และหากนอนหลับพักสักชั่วครู่ให้ร่างกายได้พักผ่อนอาการเช่นนี้ก็คงจะหายไปจนมาเป็นปกติ แต่อีกความคิดหนึ่งก็กลัวจะได้ไปนอนที่ป่าช้าคนเดียวเพราะนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อเมื่อตอนเช้า แต่ก็ด้วยร่างกายที่โรยรา จึงคิดว่าหากเราหลบหลีกจากสายตาหลวงพ่อสักหน่อยไม่ให้ท่านเห็นและท่านไม่รู้และไม่สงสัยก็คงไม่เป็นไร
สถานการณ์ก็เป็นไปอย่างที่ข้าพเจ้าคิดไว้ พอหลังจากทานยาและนอนพัก ตื่นขึ้นมาอาการของข้าพเจ้าก็กลับมาเป็นปกติ รู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวย แต่ก็คงเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เป็นไปตามที่ข้าพเจ้าคิดไว้ แต่เรื่องที่หลบจากสายตาหลวงพ่อกับนอนหลับสักชั่วครู่นั้นไม่เป็นอย่างที่ข้าพเจ้าคิดไว้เลยแม้แต่น้อย  หลังจากที่ข้าพเจ้าหลับไปนั้นรู้สึกตัวอีกทีก็เพราะเสียงฆ้องที่ดังมาจากทางลานธรรมและเข้าไปกระทบประสาทสัมผัสในหูจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ลืมตาขึ้นเห็นท้องฟ้าทางทิศตะวันตกส่องสะท้อนแสงสีทองเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง หัวใจของข้าพเจ้าเต้นแรง ไม่เป็นจังหวะ ความคิดในหัวสมองปั่นป่วนไปหมดจนจับความไม่ได้ “ป่าช้า สองคืน คนเดียว” “ป่าช้า สองคืน คนเดียว” ข้าพเจ้าพึมพรำพูดอยู่คนเดียวด้วยอาการตัวสั่นเพราะจะได้ไปนอนที่ป่าช้าคนเดียวสองคืน ทั้งยังกลัวผีเป็นที่สุดในชีวิต
ข้าพเจ้าตั้งสติได้ ก็เข้าไปหาหลวงพ่อ ก้มกราบสามครั้งด้วยความอ่อนน้อม พร้อมสารภาพกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง หลวงพ่อจึงกระจ่างและเข้าใจในเหตุการณ์ครั้งนี้ของข้าพเจ้า แต่สุดท้ายหลวงพ่อก็ได้บอกให้ข้าพเจ้าเข้าไปจำวัตรในป่าช้าสองคืนอย่างที่หลวงพ่อได้บอกไปแล้วในตอนเช้าและเริ่มไปจำวัตรวันนี้เลย พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาฉันข้าวที่วัดแล้วตอนเย็นก็ให้เข้าไปจำวัตรในป่าช้าอีกเป็นอันครบสองคืน
ข้าพเจ้าเข้าไปจำวัตรรูปเดียวในป่าช้าที่มีทั้งที่เผาศพ ที่ฝังศพคนตายโหง ทั้งที่บางหลุมก็เคยรู้จักกันและบางหลุมก็ไม่เคยรู้จัก ป้ายชื่อที่เขียนเรียงรายกันไปตามแต่ละหลุม ที่ทั้งรกไปด้วยป่าไม้ใบหญ้าและตกตอนกลางคืนข้าพเจ้ากลัวผวาสั่นไปทั้งตัว หัวใจแทบจะหยุดเต้น ต่อสู้กับความกลัวที่มีเหลือล้น นั่งร้องไห้ไม่มีสติจนนอนแทบไม่หลับ ถึงกระนั้นจนกว่าจะหลับได้เวลาก็เลยไปเป็นวันใหม่แล้วด้วยอาการเพลีย
สองคืนผ่านไปข้าพเจ้าเหมือนมีชีวิตใหม่อีกครั้ง ข้าพเจ้าตั้งสติแล้วบอกกับตัวเอง เพราะจิตปรุงแต่งหนอ มันไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน มันเป็นทุกข์

                                                                                                                                ตอย เรืองคำ












ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น