ชื่อหนังสือ เณร
เรื่องสั้นที่ 8 เรื่อง ผีตายโหง
ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ
ใครหลายคนคงเข้าใจและมีความรู้สึกเช่นนี้
แต่คงไม่เสมอไปสำหรับคนที่ถูกพายุถาโถมกระหน่ำใส่โดยไม่ยั้ง ไร้ซึ่งความปราณี
จนต้องเกิดความศูนย์เสียทั้งทรัพย์สินข้าวของถึงแม้กระทั่งต้องจบลงด้วยการพรากชีวิต
ไม่มีใครที่อยากจะจดจำท้องฟ้าอันสวยงามหลังจากพายุได้จบสิ้นยุติลง เพราะพายุอันโหดร้ายทำรายสิ่งอันเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้คนเหล่านั้น
คลื่น
ๆ เสียงน้ำซัดกระทบฝั่งด้วยคลื่นทั้งลูกน้อยลูกใหญ่
ดินที่ถูกนำมาเททับถมกันขึ้นจากระดับเดิมประมาณสามเมตรจากศรัทธาญาติโยมที่ร่วมกันบริจาคปัจจัยซื้อดินถมบริเวณวัดที่ถูกน้ำท่วมแทบทุกปีที่ฝนตกอย่างไม่หยุดหย่อนถือเป็นปีที่ฝนดี
จนดินที่นำมาถมนั้นเป็นแนวลาดชันและถูกกัดเซาะด้วยคลื่นน้ำในเขื่อนลำปาวทีละเล็กละน้อยจนเริ่มพังลง
ยืนมองจากพื้นที่วัดไปในน้ำที่เอ่อขึ้นเต็มตระหลิ่งมีสีเขียวสลับแซมขึ้นตามผิวน้ำเป็นหย่อม
ๆ หญ้าแพรกเป็นหญ้าชนิดที่ทนต่อความแห้งแล้ง
ทนต่อการถูกน้ำท่วมและทนต่อทุกสภาพอากาศของประเทศไทย จนถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์แทนความอดทนในพิธีไหว้ครูของคนไทย
ได้เกิดขึ้นและโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำเพื่อรับแสง
ประมาณหกนาฬิกาเสียงระฆังดังเหง่งหง่าง
เสียงนั้นดังมาจากหอระฆังของวัดที่สูงเกือบเท่าช่อฟ้าที่ประดับไว้บนจั่วศาลาการเปรียญ
สามเณรบุญส่งตีระฆังเป็นกิจประจำทุกเช้าเพื่อเป็นสัญญาณบอกถึงอุบาสกอุบาสิกาญาติโยมพุทธบริษัทว่า
พระภิกษุสามเณรกำลังออกโปรดบิณฑบาตซึ่งเป็นกิจของสงฆ์
ให้ชาวบ้านตระเตรียมข้าวปลาอาหารไว้รอใส่บาตร
เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลแก่ชีวิตและครอบครัว
ขณะที่พระภิกษุสามเณรกำลังบิณฑบาตถึงกลางหมู่บ้าน
มีชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันห้าคนบ้าง แปดคนบ้าง สามคนบ้าง “เจอแล้ว ๆ”
ทันใดก็มีเสียงดังโหวกเหวกมาจากทางศาลาประชาคมของหมู่บ้าน ซึ่งเลี้ยวเข้าไปในซอยประมาณสามสิบเมตร
และเสียงผู้คนคุยกันสวนเสไปมา
คนนี้พูดยังไปเสร็จอีกคนก็พูดสวนขึ้นด้วยความเสียงดังอย่างตระหนกตกใจจนจับไม่ได้ความ
“มีคนจมน้ำครับหลวงพ่อ
คาดว่าไม่ต่ำกว่าสองวัน”
เสียงของชายสูงวัยคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าสัปเหร่อนั่งคุกเข่าและพระนมมืออยู่ระหว่างทางที่พระภิกษุสามเณรเดินบิณฑบาต
ได้บอกให้หลวงพ่อทราบ จนพระภิกษุสามเณรรู้กันทั้งหมดและต่างตกใจ โดยเฉพาะสามเณรบุญส่ง
ซึ่งเป็นเณรรูปเดียวที่มีประจำอยู่ในวัด
“ใครเหรอ” หลวงพ่อถามสัปเหร่อกลับด้วยอาการปลงสังเวชและสงบ
“ไม่ทราบครับหลวงพ่อ
ไม่ใช่คนแถวนี้ครับ” หลวงพ่อกระจ่างความสงสัยจากคำตอบของสัปเหร่อ
“ถ้าอย่างนั้น
ให้ไปซื้อโลงศพที่ตลาดมาและช่วยกันนำศพใส่โลง แล้วเอาศพไปจัดสวดพระอภิธรรมที่ศาลาพักญาติในวัดนะ
ส่วนค่าใช้จ่ายและค่าซื้อโลงศพให้ไปเอากับหลวงพ่อ”
หลวงพ่อจัดสั่งสัปเหร่อเสร็จสับเรียบร้อยแล้วจึงบิณฑบาตโปรดญาติโยมต่อจนเสร็จกิจของสงฆ์
หลังจากที่ชาวบ้านช่วยกันนำศพไร้ญาติไปไว้ที่ศาลาการเปรียญและหลวงพ่อได้นำพาพระเณรและชาวบ้านจำไม่ถึงสิบคนโดยมีสัปเหร่อเป็นผู้นำฝ่ายฆราวาส
สวดพระอภิธรรมส่งดวงวิญญาณศพไร้ญาติเสร็จ ในค่ำวันนั้นหลวงพ่อก็ได้ให้สัปเหร่อเปิดโลงศพแล้วพาพระเณรลูกวัดพิจารณาสังขารว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง
ไม่มีตัวตน ตัวเราของเรานั้นไม่มี ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์
สามเณรบุญส่งขณะที่กำลังพิจารณาสังขารศพไร้ญาติอยู่นั้นซึ่งเป็นคนไม่เคยรู้จัก
จนรู้สึกกลัว หัวใจเต้นรัวจนจับจังหวะไม่ได้ ตัวสั่งระรัว
ศพขึ้นอืดจนไม่สามารถบอกรูปลักษณ์สัณฐานได้ว่าเป็นใคร
เนื้อหนังซีดไปหมดไม่มีสีเลือดเลย มีแต่เพียงร่างที่บวมและเนื้อหนังเป็นสีเขียนปนสีน้ำเงินออกไปทางสีดำเป็นส่วนใหญ่
ที่พอรู้ได้ชัดเจนก็คือเป็นเพศชาย วัยสูงอายุ
เพราะดูจากสีผมมีสีขาวเป็นส่วนมากปนด้วยสีดำแซมอยู่เล็กน้อย
ภาพนี้ได้ติดตาสามเณรบุญส่งจนเก็บไปคิดจดจำเข้าไปในภวังค์จิตใต้สำนึก คิดอะไร
ทำอะไร อิริยาบถไหนภาพนั้นก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลา คืนวันนั้นสามเณรบุญส่งแทบไม่ได้นอน
เสียงระดังเหง่งหง่างขึ้นในรุ่งเช้าวันใหม่
แต่ไม่ใช่เสียงระฆังจากสามเณรบุญส่งอย่างที่เคยได้ยินประจำทุกวัน
เพราะวันนี้สามเณรบุญส่งยังไม่ลุกออกจากกุฏิ ไข้จับจนตัวสั่นนอนซมอยู่ในที่นอนตั้งแต่เมื่อคืนด้วยความกลัวและนำมาคิดจนจิต
“เพราะจิตปรุงแต่งหนอ ปล่อยวางหนอ” หลวงพ่อพูดเบา ๆ พร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำปั้นหมาด
ๆ เช็ดตัวให้กับสามเณรบุญส่งด้วยความเมตตา
ตอย
เรืองคำ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น