วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560




ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 8 เรื่อง ผีตายโหง
                ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ ใครหลายคนคงเข้าใจและมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่คงไม่เสมอไปสำหรับคนที่ถูกพายุถาโถมกระหน่ำใส่โดยไม่ยั้ง ไร้ซึ่งความปราณี จนต้องเกิดความศูนย์เสียทั้งทรัพย์สินข้าวของถึงแม้กระทั่งต้องจบลงด้วยการพรากชีวิต ไม่มีใครที่อยากจะจดจำท้องฟ้าอันสวยงามหลังจากพายุได้จบสิ้นยุติลง เพราะพายุอันโหดร้ายทำรายสิ่งอันเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้คนเหล่านั้น
                คลื่น ๆ เสียงน้ำซัดกระทบฝั่งด้วยคลื่นทั้งลูกน้อยลูกใหญ่ ดินที่ถูกนำมาเททับถมกันขึ้นจากระดับเดิมประมาณสามเมตรจากศรัทธาญาติโยมที่ร่วมกันบริจาคปัจจัยซื้อดินถมบริเวณวัดที่ถูกน้ำท่วมแทบทุกปีที่ฝนตกอย่างไม่หยุดหย่อนถือเป็นปีที่ฝนดี จนดินที่นำมาถมนั้นเป็นแนวลาดชันและถูกกัดเซาะด้วยคลื่นน้ำในเขื่อนลำปาวทีละเล็กละน้อยจนเริ่มพังลง ยืนมองจากพื้นที่วัดไปในน้ำที่เอ่อขึ้นเต็มตระหลิ่งมีสีเขียวสลับแซมขึ้นตามผิวน้ำเป็นหย่อม ๆ หญ้าแพรกเป็นหญ้าชนิดที่ทนต่อความแห้งแล้ง ทนต่อการถูกน้ำท่วมและทนต่อทุกสภาพอากาศของประเทศไทย จนถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์แทนความอดทนในพิธีไหว้ครูของคนไทย ได้เกิดขึ้นและโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำเพื่อรับแสง
                ประมาณหกนาฬิกาเสียงระฆังดังเหง่งหง่าง เสียงนั้นดังมาจากหอระฆังของวัดที่สูงเกือบเท่าช่อฟ้าที่ประดับไว้บนจั่วศาลาการเปรียญ สามเณรบุญส่งตีระฆังเป็นกิจประจำทุกเช้าเพื่อเป็นสัญญาณบอกถึงอุบาสกอุบาสิกาญาติโยมพุทธบริษัทว่า พระภิกษุสามเณรกำลังออกโปรดบิณฑบาตซึ่งเป็นกิจของสงฆ์ ให้ชาวบ้านตระเตรียมข้าวปลาอาหารไว้รอใส่บาตร เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลแก่ชีวิตและครอบครัว
                ขณะที่พระภิกษุสามเณรกำลังบิณฑบาตถึงกลางหมู่บ้าน มีชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันห้าคนบ้าง แปดคนบ้าง สามคนบ้าง “เจอแล้ว ๆ” ทันใดก็มีเสียงดังโหวกเหวกมาจากทางศาลาประชาคมของหมู่บ้าน ซึ่งเลี้ยวเข้าไปในซอยประมาณสามสิบเมตร และเสียงผู้คนคุยกันสวนเสไปมา คนนี้พูดยังไปเสร็จอีกคนก็พูดสวนขึ้นด้วยความเสียงดังอย่างตระหนกตกใจจนจับไม่ได้ความ
                “มีคนจมน้ำครับหลวงพ่อ คาดว่าไม่ต่ำกว่าสองวัน” เสียงของชายสูงวัยคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าสัปเหร่อนั่งคุกเข่าและพระนมมืออยู่ระหว่างทางที่พระภิกษุสามเณรเดินบิณฑบาต ได้บอกให้หลวงพ่อทราบ จนพระภิกษุสามเณรรู้กันทั้งหมดและต่างตกใจ โดยเฉพาะสามเณรบุญส่ง ซึ่งเป็นเณรรูปเดียวที่มีประจำอยู่ในวัด
                “ใครเหรอ” หลวงพ่อถามสัปเหร่อกลับด้วยอาการปลงสังเวชและสงบ
                “ไม่ทราบครับหลวงพ่อ ไม่ใช่คนแถวนี้ครับ” หลวงพ่อกระจ่างความสงสัยจากคำตอบของสัปเหร่อ
                “ถ้าอย่างนั้น ให้ไปซื้อโลงศพที่ตลาดมาและช่วยกันนำศพใส่โลง แล้วเอาศพไปจัดสวดพระอภิธรรมที่ศาลาพักญาติในวัดนะ ส่วนค่าใช้จ่ายและค่าซื้อโลงศพให้ไปเอากับหลวงพ่อ” หลวงพ่อจัดสั่งสัปเหร่อเสร็จสับเรียบร้อยแล้วจึงบิณฑบาตโปรดญาติโยมต่อจนเสร็จกิจของสงฆ์
                หลังจากที่ชาวบ้านช่วยกันนำศพไร้ญาติไปไว้ที่ศาลาการเปรียญและหลวงพ่อได้นำพาพระเณรและชาวบ้านจำไม่ถึงสิบคนโดยมีสัปเหร่อเป็นผู้นำฝ่ายฆราวาส สวดพระอภิธรรมส่งดวงวิญญาณศพไร้ญาติเสร็จ  ในค่ำวันนั้นหลวงพ่อก็ได้ให้สัปเหร่อเปิดโลงศพแล้วพาพระเณรลูกวัดพิจารณาสังขารว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ตัวเราของเรานั้นไม่มี ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์
                สามเณรบุญส่งขณะที่กำลังพิจารณาสังขารศพไร้ญาติอยู่นั้นซึ่งเป็นคนไม่เคยรู้จัก จนรู้สึกกลัว หัวใจเต้นรัวจนจับจังหวะไม่ได้ ตัวสั่งระรัว ศพขึ้นอืดจนไม่สามารถบอกรูปลักษณ์สัณฐานได้ว่าเป็นใคร เนื้อหนังซีดไปหมดไม่มีสีเลือดเลย มีแต่เพียงร่างที่บวมและเนื้อหนังเป็นสีเขียนปนสีน้ำเงินออกไปทางสีดำเป็นส่วนใหญ่ ที่พอรู้ได้ชัดเจนก็คือเป็นเพศชาย วัยสูงอายุ เพราะดูจากสีผมมีสีขาวเป็นส่วนมากปนด้วยสีดำแซมอยู่เล็กน้อย ภาพนี้ได้ติดตาสามเณรบุญส่งจนเก็บไปคิดจดจำเข้าไปในภวังค์จิตใต้สำนึก คิดอะไร ทำอะไร อิริยาบถไหนภาพนั้นก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลา คืนวันนั้นสามเณรบุญส่งแทบไม่ได้นอน
เสียงระดังเหง่งหง่างขึ้นในรุ่งเช้าวันใหม่  แต่ไม่ใช่เสียงระฆังจากสามเณรบุญส่งอย่างที่เคยได้ยินประจำทุกวัน เพราะวันนี้สามเณรบุญส่งยังไม่ลุกออกจากกุฏิ ไข้จับจนตัวสั่นนอนซมอยู่ในที่นอนตั้งแต่เมื่อคืนด้วยความกลัวและนำมาคิดจนจิต “เพราะจิตปรุงแต่งหนอ ปล่อยวางหนอ” หลวงพ่อพูดเบา ๆ พร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำปั้นหมาด ๆ เช็ดตัวให้กับสามเณรบุญส่งด้วยความเมตตา     

                                                                                                                                                ตอย เรืองคำ













     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น