วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560


ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 9 เรื่อง คืนพลิกศพ

"อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข"
ทุกคนต่างไม่อยากมางานที่ต้องพบประกันอันเป็นช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่โศกเศร้าเช่นนี้
มันสุดจะทรมานเหลือเกินสำหรับการจากไปบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเหล่าลูกหลาน ภรรยาที่สุดจะรักสามีผู้ได้ครองใจไปตลอดชีวิตชีวิตนี้ และเหล่าญาติมิตรศิษย์สหาย
ผู้คนต่างมากหน้าหลายตาต่างที่ต่างแดนทั้งญาติสนิท มิตรห่างไกลได้มาร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่ศูนย์เสียผู้เป็นดั่งเสาร์หลักของครอบครัว
ท่ามกลางป่าไม้ที่หลากหลายชนิดพันธุ์ในเนื้อที่หนึ่งร้อยไร่ของวัดป่ามีลานดินโล่งแจ้งประมาณหนึ่งงานพอดีที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้มีความประสงค์ในการจัดสรรพื้นที่วัดให้เป็นเช่นนี้
บ่ายแก่ ๆ ของวันนี้ไม่มีแสงแดด และไม่สมารถมองเห็นแม้กระทั่งดวงอาทิตย์ ไอน้ำจับตัวกันรวมเป็นเมฆก้อนใหญ่บังแสงแดดจากดวงอาทิตย์จนทำให้ฟ้าครึ้มไปทั่วอาณาบริเวณ จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่ออยู่สถานการณ์ท่ามกลางฤดูฝนเช่นนี้
ท่ามกลางลานโล่งแจ้งจากการปกคลุมของเหล่าต้นไม้น้อยใหญ่นา ๆ ชนิด ถูกจัดตระเตรียมขึ้นไว้เป็นเชิงตะกอนด้วยไม้ขนาดเท่าต้นขาผู้ใหญ่ยาวประมาณสองเมตรบ้าง หนึ่งเมตรบ้างวางเรียงรายกันขึ้นเป็นชั้น ซึ่งมีทั้งไม้ที่แห้งบ้าง ชุ่มน้ำบ้าง เพราะช่วงนี้อยู่ในช่วงฤดูฝนพอดีจึงหาไม้แห้งได้ลำบาก บวกกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้เกิดการศูนย์เสียอย่างกะทันหันจึงหาไม้ฟืนแห้งมาทำเป็นเชิงตะกอนได้ทั้งหมด
อยู่เหนือเชิงตะกอนถูกจัดตั้งวางไว้ด้วยโลงศพ เสียงลูกหลานของผู้ตายต่างพากันร้องไห้โศกเศร้าระงม โดยเฉพาะผู้เป็นภรรยาลมหายใจแทบจะขาดสิ้นลงไปด้วยตอนนี้
บรรยากาศตอนนี้มันช่างโศกเศร้าเหลือเกิน มันโหดร้ายจนประมาณไม่ได้สำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิดสนิทสนม หรือแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็หดหู่ใจน้ำตาแทบจะไหลออกมาอย่างไม่ได้สติ
เชิงตะกอนถูกจุดด้วยไฟใส่น้ำมันเบนซินที่ราดไปทั่วไม้ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับฌาปนกิจศพในครั้งนี้ด้วยฝีมือของสัปเหร่อประจำวัด ภรรยา ลูกหลาน ญาติมิตรที่สนิทกันกับผู้ตายยิ่งส่งเสียงครวญครางถึงการศูนย์เสียอย่างโศกเศร้า ไม่นานนักทุกคนก็ต่างทำความเข้าใจ ยอมรับมันให้ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา
แล้วแยกย้ายกันกลับบ้านกันหมดทั้งเจ้าภาพและเเขกผู้มาร่วมงานฌาปนกิจ เหลือเพียงแต่สัปเหร่อผู้ชอบดื่มเหล้าเมาจนไม่ได้สติ ซึ่งวันนี้ก็เช่นกัน ตอนจุดไฟเชิงตะกอนก็เกือบจะล้มเข้าไปในกองไฟ พร้อมทั้งพระภิกษุสามเณรที่ยังไม่กลับกุฏิ หลวงพ่อได้พาพระลูกวัดอีกสี่รูป และข้าพเจ้าสามเณรซึ่งเพิ่งบวชได้ยังไม่ถึงหนึ่งพรรษาหลังเรียนจบชั้นประถมหวังจะได้เข้ามาบวชเรียนเขียนอ่านทั้งทางด้านปริยัติและปฏิบัติ พิจารณาถึงสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวกูของกูให้เป็นทุกข์ และทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน
"คืนนี้ให้ลูกเณรอยู่พลิกศพที่นี่นะ สัปเหร่อคงไม่ไหวแล้ว" หลวงพ่อหันมาสั่งข้าพเจ้า แล้วมองไปหาสัปเหร่อ ข้าพเจ้ามองตาม "หลับแล้วเหรอ" ข้าพเจ้าคิดในใจคนเดียวแล้วพยายามควบคุมอารมณ์ให้นิ่ง ไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา แท้ที่จริงตัวข้าพเจ้าแข็งทื่อ มือสั่น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะแทบจะทะลุทรวงอกออกมาในความรู้สึกตอนนั้นหลังจากที่ได้ฟังคำสั่งจากหลวงพ่อ
"ครับผมหลวงพ่อ" ข้าพเจ้าพนมมือตอบรับด้วยเสียงสั่น ๆ ออกมาในขณะนั้นปากสั่นแทบไม่มีแรงที่จะอ้าตอบออกมา
ตะวันลับขอบฟ้าไป ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับหมด เหลือแต่เพียงข้าพเจ้ากับสัปเหร่อที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มีเพราะไม่มีสติกันทั้งสองคน สัปเหร่อไร้สติเพราะฤทธิ์สุรา ส่วนข้าพเจ้านั้นไร้สติเพราะฤทธิ์แห่งความกลัว ข้าพเจ้ายังอายุน้อยเกินไป สภาวะจิตใจยังไม่แน่วแน่มั่นคง การอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าพเจ้าเหมือนตายทั้งเป็น ทั้งยังต้องทำภารกิจที่ได้รับจากหลวงพ่อ "เฮ้อ" ข้าพเจ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับหันไปมองสัปเหร่อที่หลับอยู่ใต้ชายคาข้างศาลาพักญาติ และสุดท้ายสายตายได้ไปหยุดที่เชิงตะกอน ข้าพเจ้าจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา ตัวเกรง จนลมพัดเข้าตาข้าพเจ้าและเผลอหลับตาอย่างไม่ได้สติ
ท้องฟ้ามืดสนิท พื้นที่บริเวณรอบ ๆ ข้าพเจ้าดวงตามองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากเปลวไฟที่ค่อย ๆ ดับลงเพราะมีฟืนที่ชุ่มน้ำ แต่เปลวไฟก็มีลุกโชติช่วงขึ้นเป็นครั้งคราเวลาที่มีลมพัดผ่านเข้าไปในเชิงตะกอน
ข้าพเจ้าตั้งสติแล้วเดินไปหยิบเอาไม้ไผ่แห้ง ขนาดเหมาะมือ ไม่หนักเท่าไหร่ ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับพลิกศพ ยาวประมาณหกเมตรเพราะเวลายื่นไม้เข้าไปเขี่ยไฟหรือพลิกศพก็จะไม่ทำให้ร้อนมากนักจากเปลวไฟ
ไม้กระดาษโลงศพ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีไม่นานก็ถูกไฟไหม้จนหมด จนสามารถมองเห็นร่างคนที่ไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งอยู่บนเชิงตะกอน เปลวไฟส่องให้แสงสว่างจนข้าพเจ้าสามารถมองเห็นร่างศพนั้นได้ถนัดขึ้น ตาทั้งสองข้างของร่างไร้วิญญาณได้ถลนออกมาจากเบ้าตาอย่างเห็นได้ชัด เนื้อหนังกำลังถูกเผาไหม้ไปทีละน้อย "ตุ๊บ ตุ๊บ" เสียงดังออกมาจากกองไฟ ดวงตาทั้งสองข้างของร่างไร้วิญญาณแตกพร้อมกันด้วยความร้อนของไฟ ไม่นานร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเชิงตะกอนนั้นก็ลุกนั่งขึ้นมาทันใด ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งหลัก เห็นเป็นเช่นนั้นกระทันลืมสติทิ้งไม้ที่ถืออยู่นั้นวิ่งหนีจากเชิงตะกอนอย่างไม่คิดชีวิต รู้สึกตัวอีกทีก็มานั่งจับขาสัปเหร่อผู้เมามายไม่ได้สติไว้แน่น จนรู้สึกตัว แต่ก็ไม่ได้ลึกขึ้นมาดูหรือแม้สะทกสะท้านอะไรเลยกับเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าประสบในครั้งนี้เพราะฤทธิ์ของสุราและหลับนิ่งไปตามเดิม
ข้าพเจ้าแทบจะเป็นรมย์ หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ยืนขึ้นรู้สึกว่าสั่นไปทั้งตัว แล้วนั่งลงอยู่ข้าง ๆ สัปเหร่อ ข้าพเจ้าจึงค่อยโล่งใจไปหน่อย และนั่งจ้องดูร่างที่ไร้วิญญาณอยู่ในเชิงตะกอน ค่อย ๆ ไหม้ไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ทันที่ศพจะไหม้หมด เปลวไฟก็ดับลง เหลือเเต่เพียงก้อนถ่ายไฟสีแดงและควันตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ
“ไฟก็ดับ ศพก็ไหม้ไม่หมด เพราะความกลัวจากจิตที่เราปรุงแต่งเองหนอ คนตายก็ตายไปแล้ว” ข้าพเจ้าครุ่นคิดอยู่สักพักถึงความจริงซึ่งเป็นสัจธรรม แล้วตัดสินใจและตั้งใจแน่วแน่ที่จะเผาซากศพที่เหลือให้หมดก่อนฟ้าสาง เดินไปจับเอาเอาไม้ไผ่ท่อนเดิมแล้วค่อย ๆ เขี่ยชิ้นส่วนของศพ ใส่ถ่านไฟที่ยังพอมีอยู่ แต่ถึงกระนั้นความกลัวที่อยู่ติดตัวของข้าพเจ้าก็ยังวิ่งพุกพล่านไปทั่วทั้งความคิดและจิตใจ เหลือเพียงความอดทนเท่านั้นที่ยังเป็นพลังให้ข้าพเจ้าเผาศพที่เหลือจนหมด
แสงสีทองส่องสว่างขึ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ทันใดนั้นสัปเหร่อผู้หลับใหลไม่ได้สติทั้งคืนด้วยฤทธิ์ของพิษสุราก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นแล้วเดินเข้าไปดูเชิงตะกอน ส่องส่ายสายตาไปมาทั่วเชิงตะกอนจนมั่นใจแล้วว่าศพได้ถูกไฟไหม้หมดแล้ว
“เณรเหรอที่พลิกศพจนไหม้หมด” ตาสัปเหร่อเห็นข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวอยู่บริเวณนั้นและเอ่ยถามถึงเรื่องศพที่ถูกไหม้หมดไป
“ใช่แล้วตา” ข้าพเจ้าตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโรยแผ่วเบา เพราะไม่ได้นอนทั้งคืน
“กลับกันเถอะเณร คงไหม้หมดแล้วแหละ” ตาสัปเหร่อชวนข้าพเจ้ากลับ แล้วเดินนำข้าพเจ้าไปก่อน ข้าพเจ้าเดินตามอย่างประชิด หันกลับไปมองยังเชิงตะกอน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความคิดตนเองหนอ


                                                                             ตอย เรืองคำ       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น