วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560


ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 6 เรื่อง กิจสงฆ์


ใบไม้ร่วงหล่นไปตามอายุไขตามแนวบริเวณกุฏิ ทับถมกันทีละใบสองใบจนแทบจะมองไม่เห็นดิน ที่พอเห็นก็คงเหลือเพียงร่องที่มองว่าเป็นทางคนเดินได้หนึ่งคนพอดีจากบันใดกุฏิไปถึงศาลาการเปรียญแต่ไม่ถนัดนักเพราะบริเวณนี้ก็เต็มไปด้วยใบไม้ที่หลุดออกจากต้นร่วงหล่นไปตามกาลเวลาแสดงให้เห็นว่าไม่ค่อยมีคนปัดกวาดสักเท่าไรนัก ข้างกุฏิมีมีดเล่มหนึ่งวางอยู่พร้อมกับกะลามะพร้าวถัดออกไปอีกสี่เมตรจอบและเสียมวางทับกันอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนละอุเหมือนมีคนใช้แล้วไม่เก็บให้เรียบร้อย
พระลูกบ้านรูปหนึ่งเพิ่งบวชใหม่ได้ยังไม่ถึงหนึ่งพรรษา แต่ไม่สนในข้อวัตรปฏิบัติ มีนิสัยเกียจค้าน เอาแต่ปฏิบัติตนอย่างฆราวาส ไม่ระลึกถึงกรรมอันจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระสงฆ์พึงมีสติอยู่ตลอกเวลาว่าการบวชเข้ามาอยู่ในวัดฉันอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวาย ผู้คนกราบไหว้ด้วยความเคารพ แล้วตนไม่มีการฝึกหัดปฏิบัตรในข้อวัตรที่สงฆ์พึงกระทำจะเป็นการสร้างบาปกรรมอันใหญ่หลวง
 แสงเทียนพรรษาถูกจุดวาววะวับในศาลาการเปรียญถูกขึ้นก่อนไก่โห่ ทั่วทุกทิศยังเป็นสีดำมืดมัวไม่สามารถมองเห็นอะไรด้วยตาเปล่า ดูลายมือกลางแจ้งยังไม่เห็นเป็นเส้น มองต้นใบไม้ยังไม่รู้ว่าเป็นเป็นใบอ่อนใบแก่ เสียงเหง่งหง่างดังขึ้นทางศาลาสามครั้งจากฝีมือของเณรรูปหนึ่งซึ่งเป็นการบอกสัญญาณว่าได้เวลาทำกิจวัตรของสงฆ์ที่พึงกระทำแล้ว หลวงพ่อและพระลูกวัดอีกห้ารูปค่อย ๆ ทยอยกันเข้าในศาลาแล้วปฏิบัติบำเพ็ญเพียรตามจริตของตนที่ถนัด นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง แล้วนั่งตามอาสนะตามลำดับพรรษาบวช หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูป ผู้มีอายุพรรษามากเริ่มนั่งจากทางซ้ายเรียงมาทางขวาจนรูปสุดท้ายที่มีพรรษาบวชน้อยสุดจนถึงสามเณร ก่อนถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์ยามฟ้าสางแล้วภิกษุ สามเณรนั่งประจำที่ของตนด้วยอาการอันสงบและหลวงพ่อให้สัญญาณถึงเวลาทำทำวัตรสวดมนเช้า
"โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ" เสียงหลวงพ่อเจ้าอาวาสนำทำวัตรสวดมนต์ดังขึ้น พระลูกวัดรวมทั้งสามเณรพร้อมกันสวดตามที่ทำเป็นประจำ จนถึงบทสุดท้าย หลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จ หลวงพ่อไม่เห็นพระใหม่เลยสงสัย
"พระใหม่อยู่ไหนหรือท่าน" หลวงพ่อเอ่ยถามขึ้นโดยไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร 
"สงสัยยังไม่ตื่นเช่นเดิมแหละครับหลวงพ่อ" พระลูกวัดรูปหนึ่งให้ความกระจ่างกับหลวงพ่อ
"เอาหละครับ แยกย้ายเตรียมตัวออกบิณฑบาตรกันนะครับ" หลวงพ่อหลังจากกระจ่างจากความสงสัยแล้วก็ได้บอกให้พระเณรเตรียมตัวออกโปรดสัตว์เช่นเคยตามกิจวัตรของสงฆ์
เมื่อหลวงพ่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็ไม่นิ่งเฉย สงสารพระใหม่ที่จะต้องได้รับวิบากกรรมที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า จึงคิดหาวิธีหนทางที่จะช่วยให้พระใหม่ได้หลุดพ้นจากความเกียจค้านอันเป็นสิ่งที่จะนำความทุกข์มาให้ในภายหลัง เพื่อให้พระใหม่ได้ฝึกปฏิบัติตน ในเมื่อเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้วอันเป็นสิ่งประเสริฐสุดเหนือกว่ามนุษย์อื่นใด
แต่หากปฏิบัติตนหย่อนยานเกินไปก็จะทำให้ได้รับวิบากกรรมอันเป็นความทุกข์กับผู้นั้น หากปฏิบัติดีปฏิบัติงามก็ย่อมส่งผลดี ได้รับกรรมอันดีอันจะนำความสุขมาให้กับผู้ปฏิบัติในภายหน้า
"พระใหม่ พระใหม่" หลวงพ่อเรียกพระใหม่ที่อยู่ในกุฏิทั้งที่ยังไม่ลุกออกจากที่จำวัตร
"ครับผม ใครเรียก" เสียงพระใหม่ขานตอบทั้งที่ยังสะลำสะลือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนเรียก เสียงนั้นมาจากที่แห่งหนใด
"หลวงพ่อ ออกมาหาผมหน่อย" หลวงพ่อตอบพระใหม่กลับไป พร้อมบอกให้พระใหม่ออกมาพบ
"หลวงพ่อ" เสียงพระใหม่ทวนคำตอบเบา ๆ แล้วรีบลุกออกจากที่จำวัตรโดยเร็ว
"ท่านเข้ามาอยู่ในวัดในวา อาศัยบิณฑบาตรจากญาติโยมจึงมีชีวิตอยู่รอบ ญาติโยมเขานำมาถวายด้วยของอันประณีตก็หวังบุญกุศลจากพวกเรา ไหนเล่าสิ่งที่ท่านกระทำตอบแทน ไหนเล่าสิ่งอันดีงามที่ส่งผลให้กับเขาเหล่านั้น ทั้งที่เราปฏิบัติตนเช่นนี้ ไม่มีสิ่งดีงามอันไหนเลยจะส่งผลย้อนกลับให้กับเขา เราพึงสำนึกให้อยู่ในกมลสันดานอันเป็นที่สุดของใจว่า ไฟจะไหม้เราในทุกวัน ทุกวัน โดยไม่รู้ตัว หากปฏิบัติตนอย่างหย่อนยานเกินไป ต่อไปนี้หลวงพ่อขอให้พระใหม่ได้ปฏิบัติตนใหม่เสีย เพื่อตัวของท่านเอง จะต้องไม่ได้ไปรับวิบากกรรมอันจะทำให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง พึงปฏิบัติกิจของสงฆ์เสีย บำเพ็ญเพียรภาวนาให้จิตขาวสะอาดบริสุทธิ์ ต่อไปนี้ให้ตั้งตนใหม่เสียท่าน พึงปฏิบัติสิ่งอันดีงามที่สงฆ์พึงปฏิบัติอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว"
"ครับผมหลวงพ่อ" พระใหม่ก้มหน้าฟังหลวงพ่อด้วยอาการอันสงบ แล้วตอบรับปากหลวงพ่อพร้อมกับก้มลงกราบหลวงพ่อด้วยอาการสัมนึกในสิ่งอันดีงามด้วยพระพุทธคุณ พระบริสุทธิคุณ พระเมตตาคุณ ที่หลวงพ่อได้อ้างไว้กับตน 
หลวงพ่อเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้กับข้าพเจ้าแล้วหนอ พระพุทธเจ้าประเสริฐสุดแล้วหนอ


                                                                                                                                    ตอย เรืองคำ






































ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 5 เรื่อง ผ้าเหลืองเลี้ยงลูก
แดดเปรี้ยงทะลุม่านเมฆที่จับกลุ่มกันลาง ๆ บนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก ไอแดดร้อนผาดผ่าวราวกับนั่งข้างกองไฟที่มีใครสุมฟืนไม้แห้งเข้าอย่างไม่หยุดหย่อน ไอแดดอันร้อยละอุปลิวไหวระยิบท่ามกลางอากาศโล่งแจ้งกระทบผิวหนังร้อนผ่าวไปทั่วทั้งกาย ยืนมองจากเนินสูงที่ท่านเจ้าอาวาสวัดได้ระดมทุมจากศรัทธาญาติโยมคนละเล็กละน้อยซื้อดินมาถมให้สูงขึ้นจากระดับน้ำเขื่อนลำปาวราวสามเมตรในช่วงฤดูน้ำหลาก เห็นลานหญ้าเป็นพื้นที่กว้างราวกับสนามกอล์ฟเพราะในช่วงฤดูแล้งนี้น้ำในเขื่อนลำปาวถูกเจ้าหน้าที่กรมชลประธานปล่อยลงไปให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปัง ครั้นถึงฤดูฝนน้ำในเขื่อนลำปาวได้เอ่อขึ้นล้อมรอบวัดราวกับวัดอยู่ในเกาะกลางน้ำ กุฏิตั้งรายรอบตามขอบเขตวัดเป็นระยะ ๆ ประมาณสิบหลัง
“เณร เณร นิมนต์ไปฉันข้าว” เสียงหญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินมาเรียกเณรผู้เป็นหลานที่กุฏิหลังที่สี่นับจากทางท้ายวัดออกมาที่เพิ่งบวชได้หนึ่งเดือนหลังจากเรียนจบชั้นประถมหวังจะให้บวชเรียนเขียนอ่านในชั้นมัธยมทั้งในด้านทางโลกและทางธรรมตามหลักศาสนาพุทธ ไม่เห็นหลานเณรไปฉันจังหันรูปเดียวเณรรูปอื่น ๆ ที่บวชด้วยกันไปฉันกันหมดทุกรูป
เณร ผู้มีสีผิวเข้มรูปร่างกำยำกว่าเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ เมื่อยายมาปลุกเห็นว่าสายแล้วก็อายไม่กล้าออกไปฉันข้าวร่วมกับพระเณรรูปอื่น จึงได้บอกให้ยายจัดแจงสำรับอาหารมาให้ที่กุฏิ เมื่อฉันเสร็จแล้วยายก็เก็บถ้วยจานไปล้างไว้ในครัว แล้วเก็บปิ่นโตใส่ตะกร้ากลับบ้านพร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ
เณรฉันจังหันเช้าเสร็จพอดีกับรถประจำสำนักเรียนพระปริยัติธรรมมารับไปเรียนเป็นปกติอย่างวันอื่น ๆ  เว้นวันเสาร์อาทิตย์ เณรทุกรูปรีบล้างบาตรตนเอง จัดเตรียมหนังสือ นุ่งผ้าสบงทรงจีวรอย่างมิดชิดให้เป็นปริมณฑลแล้วไปเรียนกัน เหลือเพียงเณรหลานยายรูปเดียวที่ไม่ไปโรงเรียน ซึ่งมีนิสัยไม่ค่อยไปเรียนเป็นประจำอย่างเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ ซึ่งหนึ่งอาทิตย์จะไปเรียนแค่สองวันบ้าง สามวันบ้างสลับกันไป ไอแดดได้แผดเผาไปทั่วบริเวณท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงอันร้อนอบอ้าวไม่ว่าจะอยู่ในร่มก็ยังอึดอัดเหนียวเหนอะหนะด้วยเหงื่อที่ไหลออกผ่านรูขุมขนชุ่มไปตามชายประคดเอวและอังสะ แต่เณรผู้เป็นหลานยายก็ยังสามารถนอนอยู่ในกุฏิได้ทั้งวันโดยไม่ออกมพุกพ่านข้างนอน
จวนจะค่ำตะวันกำลังเคลื่อนค้อยลอยลงสู่ขอบฟ้าเรื่อย ๆ ผู้คนต่างพากันต้อนวัวต้อนควายเข้าคอก รถรับส่งโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็ได้กลับมาส่งเณรที่วัดอย่างเช่นเคยประจำทุกวัน หลวงพ่อบอกกับลูกเณรทุกรูปว่าวันนี้พระทุกรูปต้องได้ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ในต่างหมู่บ้านกว่าจะกลับมาก็จวนจะดึก จึงสั่งให้ลูกเณรทุกรูปทำกิจวัตรกันเอง ปัดกวาดลานวัดทั้งศาลาการเปรียญแล้วทำวัตรสวดมนต์กันเอง บอกเสร็จแล้วก็ไปกิจนิมนต์ที่ได้รับไว้
หลวงพ่อออกไปกิจนิมนต์ได้ไม่นาน เณรหลานยายก็ลุกออกจากกุฏิมาหาเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ เล่นหยอกล้อกับเณรรูปนี้บ้าง แล้วไปหยอกล้อกับเณรรูปนั้นบ้าง “หลวงพ่อไปไหนเหรอ” เณรหลานยายถามเพื่อนเณรด้วยกัน เพราะไม่เห็นพระสักรูปรวมทั้งหลวงพ่อด้วย ทั้ง ๆ ที่จะต้องออกมาเดินจงกรม ปัดกวาดลานวัดซึ่งเป็นประจำทุกวันแต่วันนี้เห็นเลย
“ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ที่ต่างหมู่บ้าน” เพื่อนเณรรูปหนึ่งตอบขึ้น
“ดีหละ เราเตะบอลกันไหม ไม่ได้เตะบอลกันนาน เมื่อวานตอนผมไปเยี่ยมได้แอบเอาฟุตบอลมาด้วย คันเท้าอยากเตะบอล” เณรหลานยายคิดพิเรนทร์ขึ้นมาอย่างคึกคะนองด้วยความเป็นเด็ก
“เอาสิ” เณรที่เป็นเพื่อนก็คิดสนุกไปด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นเณรทั้งหมดก็มารวมกัน แล้วแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละห้าพอดี และต่างก็ช่วยกันหาไม้มาปักเป็นประตูฟุตบอลให้เป็นสองฝั่ง เล่นเตะบอลกันอย่างเอิกเกริกเฮฮาสนุกสนานจนเสียงก้องออกไปใกล้ถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างตระหนกตกใจคิดว่าเสียงอะไรดังมาจากในวัดและได้ชวนกันมาดู
ชาวบ้านมาเห็นก็ต่างตำหนิเณรว่าไม่สำรวม ไม่สมควรเล่นเตะฟุตบอลอย่างฆราวาส แล้วกลับเข้าหมู่บ้าน เช้าวันต่อมาหลวงพ่อได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจากญาติโยมผู้เห็นเหตุการณ์ และได้เรียกเณรทั้งหมดมาไต่ถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น จนได้รู้ความจริงทั้งหมดในสิ่งที่ไม่ควรประพฤติของลูกเณร จึงเทศนาอบรมด้วยเมตตาแล้วลงโทษด้วยแซ่หวาย
เราฉันอาหารอันประณีตของญาติโยมที่เขาต้องแบ่งปันจากครอบครัวของเขามาถวายเพื่อหวังบุญกุศล แล้วสิ่งไหนเล่าที่ลูกเณรทั้งหลายจะพึงตอบแทนนอกจากการประพฤติวัตรปฏิบัติบำเพ็ญเพียร


                                                                                                                                ตอย เรืองคำ

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560






ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 3 เรื่อง บุญลือ

                แสงสีทองวามวาวจ้านจ้าไปทั่วครึ่งฟ้าทางทิศตะวันตก ส่องสะท้อนเป็นสายทะลุผ่านช่องตึงที่เรียงรายสลับกันสูงต่ำ เสียงแตรดังปี๊กป๊ากบนท้องถนนเป็นสายยาวประมาณสองร้อยเมตร มวลมนุษย์ต่างพากันใส่เสื้อสีเทาสีส้มยืนจับกันเป็นกลุ่ม ๆ หลังจากเดินจับจ่ายใช้สอยของส่วนตัว อาหารการกินในตลาดคนเดินแล้วมารอข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามสลับกับรถที่วิ่งสวนกันไปมาตามวิถีชีวิตของคนแถบนี้เป็นประจำทุกวัน
                ตรงข้ามตลาดคนเดินเป็นโรงงานอวน ที่ผู้คนต่างทิศทาง ต่างพี่ต่างน้อง ต่างเพศต่างวัย ต่างบ้านต่างจังหวัดมารวมตัวกันต่างคนต่างดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตตัวเองและคนข้างหลังลูกเมียพ่อแม่ให้รอด ซึ่งบ้านเมืองเราสมัยนี้ทุกคนต้องดิ้นรนทั้งลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป
                หน้าโรงงานอวนมี รปภ. หกนายรูปร่างกำยำใส่ชุดสีกรมยืนเคร่งขรึมตรวจความเรียบร้อยพร้อมไม้กระบองครบมือกันทุกคน และผู้คนที่ใส่ชุดประจำโรงงานต่อแถวกันสองแถวอย่างยาวเหยียดเข้าประตูเล็ก ๆ ความกว้างประมาณสองคนเข้าได้อย่างพอดิบพอดีโดยไม่ชิดกันมาก เพื่อเข้างานในกะกลางคืนทุกคนจะมีบัตรประจำตัวห้อยคอกันคนละใบ หันหน้าเข้าโรงงานด้านซ้ายมือจะเป็นแถวสำหรับคนที่ใส่ชุดสีส้ม ซึ่งหมายถึงหัวหน้าแผนก และแถวด้านขวาจะเป็นสำหรับคนที่ใส่ชุดสีเทาคือพนักงานในแผนก ผู้คนที่ใกล้จะถึงหน้าประตูทางเข้าต่างพากันถือมันเอาไว้เพื่อรูดลงช่องเล็ก ๆ ของเครื่องสำหรับตรวจบาร์โค้ดประจำตัวของตน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้ก็ขึ้นกับการบาร์โค้ด หากใครพลาดการทำขั้นตอนนี้ก็ถือว่าเสียเปล่าไม่ได้ค่าตอบแทนถึงแม้จะทำงานทั้งวันก็ตาม ดังนั้นทุกคนที่ต่อแถวรอจึงใจจดใจจ่อกับขั้นตอนนี้กันอย่างเคร่งครัด
                บุญลือ ชายหนุ่มผู้มีรูปร่างทะมัดทะแมงผิวเข้มจมูกคมทรงผมนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมสาม กับพี่ชายก็อยู่ในแถวชุดสีเทานั้นด้วย ก่อนที่เขาจะเรียนจบชั้นมัธยมสามและได้มาทำงานในโรงงานอวน พ่อกับแม่ตั้งความหวังไว้กับเขาว่าจะให้เรียนจบสูง ๆ มีงานที่มั่นคง สวัสดิการและผลตอบแทนที่ดี เพราะพี่ชายเขาเรียนยังไม่จบชั้นมัธยมปลายก็ออกโรงเรียนเรียนกลางคัน แล้วเข้ามาทำงานในโรงงานอวนแล้วต่อมาไม่นานก็ได้ภรรยาที่ทำงานในแผนกเดียวกัน ทั้งสองช่วยกันทำงานพอจะมีเงินสักหน่อยกะได้ผ่อนรถกระบะออกมาหนึ่งคัน ไม่ทันที่จะผ่อนค่างวดรถถึงครึ่งหนึ่งพี่สะใภ้ก็ตั้งท้องได้ห้าเดือนจึงได้พักงานกลัวจะเป็นอันตราย พี่ชายของเขาจึงได้ทำงานคนเดียว ถึงกำหนดพี่สะใภ้ก็ได้คลอดลูกออกมาเลยให้กับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ ภาระค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งค่าเช่าห้อง ค่าผ่อนงวดรถ และทั้งต้องส่งกลับบ้านเพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายให้ภรรยาเลี้ยงลูก พอบุญลือเรียนจบชั้นมัธยมสาม พี่ชายจึงปรึกษาพ่อกับแม่และขอให้บุญลือออกจากโรงเรียนไม่ให้เรียนต่อเพื่อช่วยทำงานผ่อนค่างวดรถ “บุญลือลูก จบชั้นมัธยมสามแล้วพี่เค้าขอให้ออกจากโรงเรียนไปทำงานช่วยนะ สงสารพี่ที่ต้องทำงานคนเดียวผ่อนค่างวดรถ ค่าเช่าห้อง ทั้งต้องส่งกลับบ้านมาให้ค่าใช้จ่ายลูก” แม่บอกบุญลือพร้อมให้เหตุผลทั้งที่แม่ก็อยากให้เรียนต่อ แต่ก็สงสารพี่ที่ต้องรับภาระหนัก ซึ่งบุญลือก็เข้าใจและรู้ดี เขาพยักหน้าตอบแม่ครั้งหนึ่งไม่ปฏิเสธปากสั่นพูดอะไรไม่ออกทั้งอยากเรียนต่อให้จบสูง ๆ อย่างที่ตัวเองและพ่อแม่หวังไว้ อีกใจหนึ่งก็คิดสงสารพี่ชายตัวเองและหลานชายตัวน้อยที่กำลังน่ารักน่าชัง ตาเริ่มแดงก่ำและมีน้ำใส ๆ คลอในดวงตาทั้งสองข้างทั้งนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เขาจึงทำตามที่แม่ขอ
                บุญลือกับพี่ชายทำงานช่วยกันอย่างแข็งขันไม่เคยลางานสักครั้งทำงานแม้กะทั่งวันหยุดแถวยังควบกะทำโอทีด้วย แต่ด้วยภาระทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามาทุกทิศทุกทางที่ขาดไม่ได้เลยคือส่งเงินกลับบ้านไปให้พี่สะใภ้เป็นค่าใช้จ่ายให้หลาย จนจำเป็นต้องค้างผ่อนค่างวดรถจากหนึ่งเดือนเป็นสองเดือนจากสองเดือนเป็นสามเดือนจนพนักงานของบริษัทรถยนต์ต้องมาตาม จนต้องเจียดเงินในส่วนที่ส่งกลับไปทางบ้านออกเพื่อขอผ่อนตัดค่างวดรถออกบ้าง หลังจากที่ลดเงินที่ส่งกลับบ้านทางบ้านก็ได้ยืมจากเพื่อบ้านมาใช้จ่ายแทนก่อนเพราะไม่พอ จนสุดท้ายทุกคนก็ได้ปรึกษากันและตัดสินใจตกลงกันให้บริษัทยึดรถไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายออกให้เหลือแค่ค่าเช่าห้อง ค่ากินและส่งกลับทางบ้าน ทุกคนต่างพากันเสียดายแต่ต้องเลือกสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือค่าเลี้ยงน้อยของพี่ชายบุญลือ หลังจากที่รถถูกยึดไปพี่ชายเขาก็มีพอจ่ายใช้สอยและส่งกลับไปให้ลูก เขาจึงขอกลับบ้านไปเรียนหนังสือ
                พอกลับบ้านเขาก็ขอพ่อกับแม่เรียนต่อซึ่งเป็นความหวังของครอบครัวที่จะได้มีลูกเรียนจบสูง ๆ เหมือนอย่างครอบครัวอื่นจะได้เป็นหน้าเป็นตาให้วงตระกูล แถวบ้านของบุญลือมีสำนักเรียนพระปริยัติธรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เขาจึงขอพ่อกับแม่บวชเรียนเพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดภาระพ่อแม่ไม่ต้องหาเงินส่งเสียให้เขาเรียน ที่สำคัญที่สุดคือได้ตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่ที่ให้กำเนิดเลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ ทุกคนต่างมีปีติยินดีอย่างยิ่ง
               บุญลือได้เข้าอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นบุญกุศลอันสูงทั้งผู้บวชและบุกพการี       


                                                                                                             

                                                                                                                                   ตอย เรืองคำ











ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 4 เรื่อง บวชเรียน


เสียงลมครืน ๆ ก่อนฟ้าสาง ข้างชายคาเรือนไม้ด้านทิศตะวันตกถูกต่อเติมออกมาด้วยไม้แป้นปีกยาวสามเมตร ตั้งเสาสองต้นด้วยไม้ยูคาฯขนาดเท่าต้นขาผู้ใหญ่สูงสองเมตร มุงด้วยหญ้าคาแห้งอย่างมิดชิด มีไหขนาดกลางตั้งเรียงรายกันอยู่กับพื้นสามไหซึ่งปิดไว้ด้วยถุงพลาสติกรุ่นหนาแล้วปิดทับด้วยผ้าสีเทาอีกชั้นหนึ่ง ข้างไหเรียงกันขึ้นเป็นชั้นสูงเท่าหัวเข่าด้วยปลายไม้ยูคาฯแห้งยาวครึ่งศอก เสียงแตกเปรี๊ยะประสะเก็ดไฟปลิวว่อนในอากาศขณะที่มีลมพัดเข้าช่องสี่เหลี่ยมของก้นเตาที่ตั้งอยู่มุมขวาชายคา ควันสีขาวประทุออกจากรูเล็ก ๆ ท้ายดุ้นฟืน เปลวไฟไหววิบวับออกจากเตาขึ้นโอบก้นหม้อราวกับกำลังเต้นระบำ ไอร้อนโพยพรุนพุ่งอลวนบนปากหวดก่อนที่จะปลิวหายไปกับอากาศ
ท้องฟ้ามืดสลัวก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีอมชมพูทางทิศตะวันออกแล้วค่อย ๆ จางหายไป พระอาทิตย์เคลื่อนขยับตัวขึ้นพ้นขอบฟ้าส่งแสงสว่างวันใหม่ให้กับโลก สุดใจ เด็กชายผิวเข้มผมหยิกค่อย ๆ ลุกออกจากที่นอนเพราะน้องชายที่นอนอยู่อีกมุ้งข้าง ๆ จะตื่น เขาเก็บมุ้งอย่างงัวเงียแล้วอาบน้ำแต่งตัวก่อนที่จะไปโรงเรียนสาย เขาแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนตัวโปรดสีขาวออกไปทางสีเหลืองนิด ๆ กางเกงสีน้ำตาลซีด ๆ “เสร็จหรือยังลูก” เสียงผู้หญิงเอ่ยถามเขาด้วยความอ่อนโยน ขณะที่เขากำลังคาดเข็มขัด “ใกล้เสร็จแล้วครับแม่” เขาขานตอบพร้อมมองกลับไปตามเสียงที่ได้ยิน แม่กำลังกวยข้าวอยู่บนโต๊ะกว้างหนึ่งเมตรยาวหนึ่งเมตรสูงระดับเอวพอดีลองด้วยถุงปุ๋ยเปล่าสีขาวอีกทีไอร้อนจากข้าวนึ่งโชยอลวนเป็นโขมง พ่อเขาเสียตั้งแต่เขาอยู่ชั้น ป.หก ตอนนั้นน้องชายพึ่งเกิดได้สามเดือน   
แม่ปั้นข้าวเป็นวงรีใส่กล่องข้าวที่จักรสานด้วยไม่ไผ่ขนาดกลางสองกล่อง “เร็วหน่อยเดี๋ยวสายไปสอบไม่ทันนะลูก รีบมาเอาข้าวไปกิน” แม่เร่งพร้อมบอกให้รีบเอาข้าวที่แม่เตรียมไว้ให้ไปกินก่อนที่จะไปสอบวันสุดท้ายไม่ทัน ขณะที่แม่กำลังปั้นข้าวขนาดเท่ากำปั้นแม่พอดิบพอดี เสร็จแล้วมือซ้ายถือปั้นข้าวเอาไว้ มือขวายื้อไปกำเอาเกลือในไหเล็กที่อยู่มุมขวาบนโต๊ะมาครึ่งกำแล้วโรยใส่ปั้นข้าวทั้งที่ไอร้อนในข้าวยังไม่หมดกะว่ากินแล้วไม่จืดจนเกินไปและไม่เค็มมากไป
สุดใจรับปั้นข้าวโรยเกลือและห่อข้าวเปล่าสำหรับกินตอนเที่ยงกับอาหารกลางวันของโรงเรียนที่แม่เตรียมไว้ให้ใส่กระเป๋าแล้วไหว้แม่ด้วยความเคารพตามปกติทุกวันก่อนไปโรงเรียน เขาสวมรองเท้าแตะดาวเทียมคู่ยากสีเหลืองที่หลวงพ่อเอาให้ตอนบุญกฐินซึ่งตอนนี้แบนเกือบจะทะลุ แล้วเดินลัดเลาะตามชายทุ่งไปโรงเรียนเกือบหนึ่งกิโลเมตร ระหว่างทางเขาเปิบข้าวที่แม่ปั้นโรยเกลือให้กินไปตามทางอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดและเลียฝ่ามือเป็นลำดับสุดท้ายก่อนจะแวะลงล้างมือในสระข้างทาง
วันนี้เขาสอบเสร็จวันสุดท้ายแล้วปิดเทอม ทุก ๆ วันในช่วงปิดเทอมสุดใจจะช่วยแม่ทำงานบ้านและเลี้ยงน้องเพื่อให้แม่ได้ออกไปทำงานรับจ้างบ้างเวลาเพื่อนบ้านวานให้ไปช่วย วันนี้แม่ไม่ได้ไปทำงานเขารีบทำงานช่วยแม่ให้เสร็จก่อนที่จะไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ใต้ต้นมะขามต้นใหญ่ประจำในลานวัด “ขีดเส้นช่วยกัน” เขาบอกเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมีผู้หญิงสามคนผู้ชายอีกสี่คน ทุกคนต่างพากันอย่างกระตือรือร้นหาไม้ขนาดเทาหัวแม่มือยาวหนึ่งคืบช่วยกันขีดเส้นเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ขีดเส้นกึ่งกลางด้านยาวหนึ่งเส้นแล้วขีดด้านกว้างอีกสามเส้นให้เป็นตารางโดยแบ่งให้เท่ากันจะได้ตารางแปดช่อง ตารางทุกช่องยาวประมาณเมตรครึ่งกว้างเมตรครึ่งพอดิบพอดี แล้วแบ่งทีมกันฝั่งละสี่คนเล่นเตยอย่างสนุกสนาน ทุกคนต่างมีเหงื่อโซมไปทั้งตัว “แม่” สุดใจเหลือบตามองไปเห็นแม่พอดีแล้ววิ่งไปหาแม่ที่กุฏิหลวงพ่อเพื่อน ๆ ก็วิ่งตามไปด้วย ข้าวสารอยู่ในถังสังฆทานครึ่งถังตั้งข้าง ๆ แม่ และข้าวแห้งที่หลวงพ่อตากแดดไว้ให้เป็นอาหารของไก่ในเวลาฉันไม่หมดครึ่งถังอยู่อีกถังหนึ่งติดกัน ข้าวเราหมดอีกแล้วเหรอครับแม่ “จะลูก” แม่ตอบเขาด้วยเสียงแผ่ว ๆ
“เรียนจบ ป.หก แล้วเหรอสุดใจ” หลวงพ่อถามตัดบทสองแม่ลูก “ครับหลวงพ่อ” เขาประณมมือแล้วกล่าวตอบคำถามหลวงพ่อ “อยากเรียนต่อมัธยมไหมล่ะ” หลวงถามต่อ “อยากเรียนครับหลวงพ่อ แต่ต้องถามแม่ก่อน” เขาตอบหลวงพ่อด้วยความลังเลพร้อมกับมองไปหาแม่ “เรียนต่อต้องใช้เงินเยอะหน่อยนะเพราะต้องจ่ายค่าเทอมและซื้ออุปกรณ์การเรียน” หลวงพ่ออธิบายรายการค่ายใช้จ่ายให้ฟัง “งั้นถ้าอยากเรียนจริง ๆ บวชเรียนกับหลวงพ่อไหม ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์และไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย ถ้าบวชพ่อแม่ก็จะได้บุญกุศลด้วย แม่จะได้ไม่ต้องทำงานหนักคนเดียวทั้งหาเงินส่งเราเรียนทั้งเลี้ยงน้อง” หลวงพ่อชวนสุดใจบวชเรียนพร้อมอธิบายให้เหตุผลต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้แม่ของเขากลุ้มใจมากและได้ปรึกษากับหลวงพ่อก่อนแล้ว เขาหันไปมองแม่แล้วก้มหน้าคุ่นคิดถึงพ่อที่เสียไปสักพักก็ตอบหลวงพ่อว่าจะบวช สีหน้าของแม่ก็ค่อยสบายใจอย่างเห็นได้ชัด “ใครอยากบวชเรียนด้วยกันกับสุดใจให้ไปบอกพ่อกับแม่นะ” หลวงพ่อมองไปหาเพื่อนผู้ชายของสุดใจ แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ก่อนเปิดเทอมสุดใจกับเพื่อนผู้ชายอีกสองคนได้บวชเรียนด้วยกัน พ่อแม่และญาติ ๆ ของเด็กทั้งสามต่างปีติยินดี


                                                                                                                         ตอย เรืองคำ

วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560



ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 2 เรื่อง ดิ้น


                เช้าอันแสนสดชื่นในช่วงต้นฤดูหนาว ไอหมอกตลบอบอวนเต็มไปทั่วบริเวณทุ่งนาเนื้อที่ห้าไร่ติดกับหางเขื่อนลำปาวอย่างพอดิบพอดี สมควรชายหนุ่มผู้มีรูปร่างกำยำ ผิวเข้ม มีนิสัยหนักเอาเบาสู้ ได้พยายามสลัดตัวเองออกจากผ้าห่มนวมผืนเก่าที่แสนจะอุ่นที่สุดในโลก แม้ว่าจะมีรอยปะหลากสีเป็นจุด ๆ ด้วยฝีมือของแม่สลับกันไป แต่มันก็มีเสน่ห์เป็นศิลปะอันน่าเสพสมอย่างหลงใหลบวกกับไออุ่นของแม่ที่ทำให้เขาอย่างทะนุถนอม
                สมควรได้พาร่างตัวเองลุกออกจากที่นอน เดินไปหยิบกระบวยตักน้ำในตุ่มตรงชานบ้านล้างหน้าอย่างสดชื่น เขายืนมองจากชานบ้านไปหาเขื่อน แล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ ทั่วทุ่งนาที่เขียวขจีโอบกอดห้อมล้อมบ้านเขาไว้อยู่ เขานึกอยู่ในใจว่าบรรยายกาศเช่นนี้ช่างน่าภิรมย์ยิ่งนักหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว พักหนึ่งก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่อิ่มเอิบ
                “สิสวยแล้ว” (จะสายแล้ว) เขานึกขึ้นได้ว่าต้องไปเก็บตุ้มปลา (อุปกรณ์ดักจับปลา) ที่ดักปลาไว้ตั้งแต่เมื่อวานตามชายเขื่อน แล้วต้องรีบนำเอาไปขายให้กับอากงเฒ่าแก่รับซื้อปลาที่อยู่ท่าเขื่อนฝั่งตรงข้ามประมาณสามร้อยเมตร สมควรรีบลงบ้านแล้วเดินลัดเลาะไปตามคันนาทางเดินประจำของเขาท่ามกลางไอหมอกและน้ำค้างที่จับตามใบข้าว ใบหญ้าจนเป็นสีเขียวสลับกับสีขาวใส ระหว่างทางจากบ้านไปหาเขื่อนไม่ไกลนัก ขณะที่เขาเดินลัดเลาะมาได้ครึ่งทางขาและชายกางเกงยีนสามส่วนคู่ใจของเขาก็เปียกชุ่มไปหมด แล้วหยุดหันกลับไปมองบ้านอันเป็นพิมานสถานที่ใช้ไม้จิก (ไม้เต็ง) เป็นเสา มุงหลังคาด้วยหญ้าคา กั้นผนังด้วยฝาเกียบตอง (ใบไม้ที่จักสานด้วยไม้ไผ่ให้เป็นแผ่นผนัง) เหนือหลังคาบ้านเต็มไปด้วยไอหมอกเป็นโขมง มันช่างเข้ากับบรรยากาศซะเหลือเกิน แล้วเขาก็หันกลับมารีบเดินไปยังจุดหมายคือท่าเรือ
                สมควรถึงท่าเรือแล้วพรายเรือลัดเลาะไปตามชายฝั่งเพื่อเก็บตุ้มปลา เขาเก็บตุ้มปลาอันสุดท้ายแล้วเสร็จพอดีกับพระอาทิตย์กำลังทอแสงขึ้นเหนือน้ำได้ครึ่งดวงไอหมอกค่อย ๆ จางหายไป แสงอาทิตย์กระทบกับคลื่นลูกเล็ก ๆ ตามผิวน้ำจนเป็นแสงระยิบระยับแวววาวไปทั่วผิวน้ำพร้อมกับไอน้ำที่โชยขึ้นด้วยความเย็นของฤดูหนาวบวกกับแสงอาทิตย์ที่ส่องมาทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน สมควรรีบพรายเรือไปฝั่งตรงข้ามเพื่อนำปลาไปขาย
                “วันนี้ได้เยอะไหมอาตี๋ เฒ่าแก่เอ่ยถามขณะที่สมควรพรายเรือจอดเทียบท่าพอดี  
                “บ่ป่านใด๋ครับเฒ่าแก่มื้อนี้” (ไม่เท่าไหร่ครับเฒ่าแก่วันนี้) สมควรตอบกลับไปพร้อมกับก้มหน้าเก็บปลาใส่ตะกร้าแล้วเอาขึ้นตาชั่ง
                “ห้าโล เจ็ดขีดครับ” (ห้ากิโลเจ็ดขีดครับ) สมควรมองเข็มตาชั่งแล้วบอกน้ำหนักปลากับเฒ่าแก่
                “ร้อยสี่สิบห้าบาท แล้วเงินค่าเทอมพอแล้วเหรออาตี๋ สู้ ๆ นะ” เฒ่าแก่บอกจำนวนเงินที่ขายปลาได้วันนี้แล้วถามสมควรกลับเรื่องค่าเทอมที่สมควรเคยพูดให้ฟังว่ากำลังเก็บเงินรอวันเปิดเทอมและเอาไว้จ่ายค่าเทอมเทอมแรกที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมให้กำลังใจอย่างสนิทสนม
                “บ่ทันพอครับเฒ่าแก่ ขอบคุณครับ” (ยังไม่พอครับเฒ่าแก่ ขอบคุณครับ) สมควรตอบพร้อมอาการยิ้มแย้มแล้วกล่าวขอบคุณก่อนที่เขาจะลากลับบ้าน
                สมควรพรายเรือถึงท่าเรือฝั่งของตนแล้วจอดเรือผูกมัดด้วยผ้าที่ฟั่นทำเป็นเชือกขนาดเท่าหัวแม่มือไว้กับตอไม้ประจำ เขาหายใจเฮือกใหญ่ขณะครุ่นคิดถึงเรื่องค่าเทอมที่ยังไม่พอแล้วเขาก็เดินกลับบ้านทางเดิมกับที่เขาเดินมาตอนเช้า พอกลับถึงบ้านเขาก็ได้กลิ่นหอมของต้มปลาใส่ผักแขยง (ผักกะออม) โชยลงมาถึงใต้ถุนบ้าน ซึ่งแม่ได้ทำไว้รอและทานพร้อมกันในมื้อเช้า
                “อ้าว กลับมาแล้วบ้อหล่า ไปอาบน้ำถ่ากินข้าวไป” (อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูก รีบอาบน้ำรอกินข้าวนะ) แม่ของสมควรเอ่ยถามขณะเห็นลูกมาถึงบ้านพอดีแล้วบอกอาบน้ำเตรียมทานข้าวพร้อมกับในมือข้างขวาถือยอดผักตำลึงครึ่งกำข้างรั้วบ้านเพื่อเอามาต้มไว้กินกับน้ำพริกปลาร้า ทุกคนทำภารกิจเสร็จแล้ว อาหารเสร็จแล้ว แม่ก็เตรียมกับข้าวแล้วเรียกพ่อและสมควรมาทานพร้อมกัน ทุกคนลงมือทานข้าวและพูดคุยกันไปในเรื่องต่าง ๆ
                “ค่าเทอมใกล้พอแล้วบ้อหล่า” (ค่าเทอมใกล้พอแล้วเหรอลูก) พ่อเอ่ยถามสมควรขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าวอยู่แล้วก็เงียบไป
                “บ่ทันพอครับพ่อ พึ่งได้ห้าพัน ได้ครึ่งเดียว” (ยังไม่พอครับพ่อ พึ่งได้ห้าพันบาท ได้ครึ่งเดียว) สมควรตอบพ่อด้วยเสียงเบาพร้อมกับก้มหน้าความรู้สึกคิดว่าค่าเทอมคงไม่พอแล้วไม่ได้เรียนต่อ
                หลังจากทานข้าวเสร็จทุกคนก็เตรียมตัวไปช่วยงานหลวงพ่อเตรียมสถานที่ที่วัดพร้อมกับชาวบ้าน พรุ่งนี้วันพระจะมีงานลงอุโบสถกรรมพระภิกษุทั่วทั้งอำเภอจะมาร่วมกันลงอุโบสถกรรมที่วัด เตรียมสถานที่ทำความสะอาดวัดเสร็จก็ค่ำพอดี ชาวบ้านพร้อมทั้งครอบครัวของสมควรก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
                สมควรและพ่อแม่กลับถึงบ้านอาบน้ำกินข้าวเสร็จก็แยกกันพักผ่อนรอเตรียมไปวัดแต่เช้าพรุ่งนี้ แต่พ่อกับแม่ของสมควรนอนไม่หลับ ทั้งสองต่างพากันคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าตอนที่กินข้าวด้วยกัน คือเรื่องค่าเทอมของสมควร ทั้งอยากให้ลูกได้เรียน ทั้งเงินเก็บก็ไม่มี ลำพังทุก ๆ วันก็รับจ้างหาเช้ากินค่ำ ที่ไร่ที่นาก็มีแค่ทำนาให้มีข้าวกินพอให้พ้นไปแต่ละปี ส่วนข้าวที่ทำนาได้บางปีก็พอได้กินถึงฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ส่วนบางปีโชคร้ายน้ำท่วมไร่นาได้ข้าวกินไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวของปีหน้าก็ต้องไปขอข้าวที่วัดกินบ้าง ยืมชาวบ้านบ้างแต่ต้องใช้ดอกด้วยจึงทำให้ลำบากมากขึ้น ซึ่งปีนี้ก็เช่นกันข้าวในเล้าก็ใกล้จะหมด เพราะปีที่แล้วน้ำท่วมข้าวเลยทำให้ได้ข้าวน้อย ทั้งสองก็จนปัญญาไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายค่าเทอมให้ลูก ลำพังลูกหาคนเดียวคงไม่พอแน่ อีกไม่ถึงสองอาทิตย์มหาวิทยาลัยก็จะเปิดให้ไปรายงานตัว
                “เฮาขายข้าวบ่เฒ่า” (เราขายข้าวไหมแม่) พ่อเอ่ยขึ้นเสนอแม่พร้อมทั้งแขนซ้ายก่ายหน้าผาก คิ้วทั้งสองจรดกัน ในสมองคิดวุ่นวายสับสนไปหมด
                “แล้วเฮาสิเอาข้าวไสกิน ยืมเพิ่นกะเสียดอก” (แล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนกิน ยืมคนอื่นก็ต้องจ่ายดอก) แม่ตอบพ่อพร้อมให้เหตุผล
                พ่อยิ่งกระสับกระส่าย ลุกรี้ลุกรน นอนไม่หลับ แขนทั้งสองข้างสลับกันก่ายหน้าผากไปมา ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง
                “ข่อยแบ่งนาขายจักครึ่งเด้เฒ่า ให้ลูกได้เรียน ปีหน้าขั่นข้าวเฮาบ่พอกินจั่งหาปลาแลกเอากะได้” (พ่อแบ่งที่นาขายครึ่งหนึ่งนะแม่ เพื่อให้ลูกได้เรียน ปีหน้าถ้าข้าวเราไม่พอกินค่อยหาปลาไปแลกเอาข้าวก็ได้) พ่อเสนอแม่อีกรอบโดยไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
                แม่รู้สึกตกใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะเราฐานะครอบครัวไม่ดี หาเช้ากินค่ำ เงินเก็บและทรัพย์สินอย่างอื่นก็ไม่มี อยากให้ลูกเรียนจบสูง ๆ มีอนาคตและทำงานที่ดี ๆ ลำพังลูกหาคนเดียวก็ไม่ไหว
                “มื้ออื่นเช้าไปวัดเฮาจั่งไปถามเบิ่งว่ามีไผอยากสิซื้อนาเฮาบ่” (พรุ่งนี้เช้าไปวัดเราค่อยไปถามดูว่ามีใครอยากซื้อที่นาเราไหม) แม่เสนอแล้วทั้งสองคนก็หายใจเฮือกใหญ่แล้วต่างคนต่างหลับไป
                รุ่งเช้าพ่อ แม่และสมควรได้ไปช่วยงานที่วัดต้อนรับพระและญาติโยมที่มางานลงอุโบสถกรรม หลังจากต้อนรับเสร็จ พ่อของสมควรได้พูดคุยกับชาวบ้านและบอกความประสงค์เรื่องที่ตนจะขายที่นาครึ่งหนึ่ง เพื่อได้เงินมาจ่ายค่าเทอมให้ลูกได้เรียนหนังสือ เรื่องราวข่าวลือทั้งหมดได้แพร่ออกไปจากคนสู่คน จากหนึ่งคนสู่คนหมู่มากจนไปถึงหูหลวงพ่อ หลวงพ่อได้รู้ข่าวก็ได้เรียกพ่อกับแม่ของสมควรเข้าไปหา แล้วถามเรื่องราวความเป็นมา พ่อของสมควรก็ได้เล่าถึงเรื่องค่าเทอมของลูกและเรื่องประกาศแบ่งขายที่นาให้หลวงพ่อฟังทั้งหมด
                “อย่าพึ่งขายเด้อ ขั่นอยากเรียนอิหลี มันกะพอมีทางอยู่ เป็นพระกะเรียนได้คือกัน” (อย่าพึ่งขายนะ ถ้าอยากเรียนจริง ๆ ก็พอมีทางอยู่ บวชเป็นพระก็เรียนได้เหมือนกัน) หลวงพ่อเตือนสติพร้อมทั้งชี้หนทางในการศึกษา ถ้าอยากเรียนหนังสือจริง ๆ เป็นพระก็สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนกัน
                “ครับผมหลวงพ่อ ขอบคุณครับ” พ่อของสมควรประณมมือกราบหลวงพ่อพร้อมทั้งยิ้มอย่างอิ่มเอิบ แล้วได้ไปเล่าเรื่องที่หลวงพ่อชี้หนทางให้สมควรฟัง

                “ดีคือกันพ่อ ผมสิได้ตอบแทนคุณพ่อกับแม่นำ” (ดีเหมือนกันพ่อ ผมจะได้ตอบแทนพระคุณพ่อกับแม่ด้วย) สมควรบอกพ่อพร้อมทั้งยิ้มด้วยความดีใจที่จะได้เรียนหนังสือและได้ตอบแทนบุญคุณบุพการี


                                                                                                                                   ตอย เรืองคำ

ชื่อหนังสือ เณร ผู้เขียน ตอย เรืองคำ

เรื่องสั้นที่ 1 เรื่อง อยากเรียน


              เป็นวันอังคารที่ร้อนระอุในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแสงแดดแผดสะท้อนจ้าจ้านเป็นไอระยิบระยับราวกับมัจจุราชกำลังสุมไฟใส่เรื่อย ๆ ใบไม้ในบริเวณโรงเรียนต่างค่อย ๆ ร่วงโรยหล่นทับถมกันทีละใบไปตามกาลเวลาที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ พร้อมกับเป็นวันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หก
ต้นมะม่วงต้นหนึ่งข้างหอประชุมใบร่วงยังไม่หมด ยังพอเป็นร่มเงาบังแดดให้จอดรถกระบะสองคัน  รถมอเตอร์ไซค์ห้าคันและรถจักรยานอีกสามคัน ของผู้ปกครองได้อย่างพอดิบพอดี ถัดออกไปอีกประมาณห้าเมตร  ต้นกระถินณรงค์อีกต้นหนึ่งไม่ใหญ่นักมีรถมอเตอร์ไซค์หกคัน จอดหลบแดดอยู่ 
 “ ...ขวัญเจ้าไปแล่นลี้นำหมู่ผีตาย ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้มาเยอ ขวัญเอย ” เสียงพ่อใหญ่บุญมาหมอพราหมณ์มีผมสีขาวสลับดำ นุ่งชุดขาวและมีผ้าพาดบ่าข้างซ้ายสีขาวผืนหนึ่ง นั่งประณมมือพร้อมกับทำปากขมุบขมิบอย่างเคร่งขรึม กล่าวบริกรรมคาถาบายศรีสู่ขวัญในท่ามกลางเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หกจำนวนสิบหกคน ที่พึ่งสำเร็จการศึกษา ตลอดจนนักเรียนทุกชั้นปี คุณครูและชาวบ้านพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่นั่งรายรอบถัดกันออกไปเป็นชั้น ๆ ร้องเรียกขวัญ “ มาเยอ ขวัญเอย ” กันอย่างสวนเสเฮฮา ในหอประชุมหลังเล็กของโรงเรียนที่มุงหลังคาด้วยสังกะสีเก่า ๆ มีสนิมกินสังเกตเห็นเป็นสีดำสีแดงสลับกันไปทั้งหลัง แสดงให้เห็นว่าหอประชุมหลังนี้ได้สร้างมานานแล้ว  
หลังจากทำพิธีบายสู่ขวัญเสร็จเด็ก ๆ ต่างพากันต่อคิวให้พ่อใหญ่บุญมา คุณครูและผู้ปกครองผูกแขนให้ด้วยฝ้ายสายสิญจน์สีขาวด้วยความตื่นเต้น
“ ต่อไป ขอเชิญผู้ปกครองทุกท่าน ร่วมรับประทานอาหารกับเด็ก ๆ ลูกหลานนักเรียนก่อนนะครับ  แล้วค่อยกลับบ้าน ” เสียงดังมาจากด้านหน้าเวทีหอประชุม คุณครูประมวลใส่ชุดพื้นบ้านด้วยเสื้อม่อฮ่อมกางเกงสแล็คสีดำมีผมสีขาวแซมขึ้นปนสีดำเล็กน้อย พูดขึ้นอย่างเป็นกันเอง หลังจากทุกคนผูกแขนเสร็จแล้ว
อาหารถูกลำเรียงมาเรื่อย ๆ จากห้องครัวซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหอประชุม พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนทุกคนได้ร่วมกันรับประทานอาหารและร่วมยินดีกับบัณฑิตตัวน้อยกันอย่างชื่นบาน
คงจะเหลือเพียงผู้ปกครองของเด็กชายบุญรอดเท่านั้น ที่ไม่ได้อยู่ร่วมในวงอาหารนั้นด้วย บุญรอด เด็กชายผู้มีผิวสีแดงดำ ตัวเล็ก หน้าตาน่าเอ็นดู มีนิสัยเรียบร้อย มีเล่นซนบ้างกับเพื่อนตามประสาเด็ก  ใส่ชุดนักเรียนตัวเก่า เสื้อค่อนข้างออกไปทางสีเหลือง กางเกงมีรูและรอยปะเย็บด้วยมือสองจุด บุญรอดกินข้าวเสร็จแล้วเดินไปนั่งคนเดียวใต้ต้นสะเดาต้นไม่ใหญ่นักแต่ยังพอมีร่มให้บังแดดได้ ถัดออกไปทางทิศใต้ของหอประชุมประมาณสิบห้าเมตร แล้วหันไปทางไร่อ้อยของน้าแดงแม่ของคูณ คูณ เด็กชายผู้สีผิวธรรมดาไม่ขาวนัก มีนิสัยคล้าย ๆ กับบุญรอด แต่ฐานะครอบครัวพอมีพอกินกว่าครอบครัวบุญรอด บุญรอดและคูณเป็นเพื่อนสนิทที่เล่นและโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กจนเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกจนบางครั้งชาวบ้านก็เรียกเขาทั้งคู่ว่าฝาแฝด ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันเพราะบ้านของบุญรอดและคูณอยู่ติดกัน ซึ่งพ่อกับแม่ของบุญรอดก็ไปรับจ้างทำงานให้แม่ของคูณเป็นประจำเลยรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
บุญรอดนั่งมองไปทางไร่อ้อยของน้าแดงซึ่งกำลังมีคนรับจ้างตัดอ้อยอยู่อย่างนั้น เขานึกอยู่ในใจว่าพ่อกับแม่ของเขาจะเป็นอย่างไรหนอ ในท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาลงมาดั่งเปลวไฟไร้ซึ่งความปราณีจากพระอาทิตย์       
“ บุญรอด พ่อกับแม่ไปไหนเหรอ ทำไมวันนี้ไม่มา ” บุญรอดหันหลังกลับไปตามเสียงเห็นครูประมวลกำลังเดินเข้ามาหาเขาอีกไม่กี่ก้าวก็ถึง
บุญรอดชี้ไปทางไร่อ้อยน้าแดงที่ที่เขากำลังนั่งมองอยู่อย่างไม่ละสายตา เขาเอามือลงแล้วนั่งก้มหน้า 
“ พ่อกับแม่ไปทำงานรับจ้างตัดอ้อยที่ไร่น้าแดงครับ ” เขาตอบคำถามครูประมวลด้วยเสียงสั่น ๆ
“ บุญรอด จบ ป.๖ แล้ว จะเรียนต่อไหนดี ” บุญรอดและครูประมวลหันมองไปตามเสียง เห็นคูณกำลังเดินมาสมทบ
“ ยังไม่รู้เลย ว่าจะเรียนต่อไหม ” บุญรอดตอบ
“ ทำไมถึงไม่เรียนหละบุญรอด ไม่อยากเรียนเหรอ ” ครูประมวลถามพร้อมทั้งทำสีหน้าสงสัย
“ อยากเรียนครับครู แต่ต้องขอพ่อกับแม่ก่อน เพราะทางบ้านไม่ค่อยมีเงินพ่อกับแม่ก็ทำงานรับจ้างใช้จ่ายในบ้านทุกวัน ” บุญรอดตอบครูพร้อมทั้งบอกเหตุผล
“ เย็นนี้ เดี๋ยวเราพานายไปถามพ่อกับแม่นายดูนะ ” คูณเสนอ “ บุญรอดพยักหน้า ” แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
พระอาทิตย์คล้อยลงเรื่อย ๆ กำลังจะลับขอบฟ้า บรรยากาศในหมู่บ้านตอนนี้ทุกคนกำลังหุงหาอาหารเตรียมกับข้าวสำหรับมื้อค่ำ บางคนกำลังต้อนวัว ควาย เข้าคอก บ้างก็พึ่งกลับจากไร่ ทำงานที่ไร่ตัวเองบ้าง ทำงานรับจ้างบ้าง พ่อกับแม่บุญรอดก็เช่นดีเดียว
“ แม่ครับ ผมหุงข้าวไว้รอแล้ว ” บุญรอดบอกแม่ หลังจากที่แม่วางอุปกรณ์ทำงานเก็บเข้าที่ ซึ่งบุญรอดหุงข้าวไว้รอแม่อย่างนี้เป็นประจำเวลาแม่ออกไปทำงานแล้วกลับบ้านค่ำ ๆ
“ จ่ะ เดี๋ยวแม่ทอดไข่ให้กินนะวันนี้ ” แม่ขานตอบบุญรอด พร้อมบอกเมนูของมื้อค่ำวันนี้
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดพอดี เหลือเพียงแสงไฟที่ส่องตามบ้านเรือนหลังละหลอดสองหลอด ไม่นานคูณก็วิ่งมาหาบุญรอด ทั้งสองต่างรู้ดีว่า วันนี้มีภารกิจสำคัญ
“ อ้าวคูณ บุญรอดอยู่หน้าทีวีนู่น จะชวนกันไปไหนวันนี้ ” แม่บุญรอดถามเมื่อเห็นเด็กชายคูณวิ่งมาหยุดที่ประตูหน้าบ้าน แล้วบุญรอดก็หันมาพอดีขณะได้ยินเสียงของแม่
“ เปล่าครับ ไม่ได้ไปไหนครับป้า ” คูณตอบ แล้วเดินไปหาบุญรอดที่หน้าทีวี
สักพักพ่อกับแม่บุญรอดอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็มานั่งดูทีวีด้วยกัน คูณมองหน้าบุญรอด เหมือนเป็นการส่งซิกให้บุญรอดรู้ว่าวันนี้จะทำอะไร ส่วนบุญรอดก็รู้ดีว่าคูณหมายถึงอะไร เพราะวันนี้ทั้งวันบุญรอดจดจ่อกับเรื่องของเมื่อตอนกลางวันที่คุยกันไว้กับครูประมวลและคูณจนไม่มีกระจิตกระใจจะทำอย่างอื่น ดูละครก็ไม่สนุกทั้งที่เป็นละครที่ตัวเองชอบ ใจเต้นแรง ทั้งสมองก็คุ่นคิดแบบกล้า ๆ กลัว ๆ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ มองหน้าคูณแล้วพยักหน้า
“ พ่อครับ แม่ครับ ผมเรียนจบชั้น ป.๖ แล้ว ผมอยากขอเรียนต่อชั้น ม.๑ ด้วยกันกับคูณครับ พาผมไปสมัครเรียนหน่อยนะครับ ” บุญรอดบอกความประสงค์ตนเองด้วยแววตาและสีหน้าอย่างมุ่งมั่น
พ่อกับแม่มองหน้ากัน
แล้วหันไปมองที่บุญรอด ที่จริงเรื่องนี้ทั้งสองคนก็เคยคุยกันแล้วเรื่องเรียนของลูก ได้ตกลงกันและตัดสินใจไว้แล้ว แต่รอแค่โอกาสบอกกับบุญรอด
“ บุญรอดลูก ครอบครัวเราหาเช้ากินค่ำ ไม่ค่อยมีทุนนะลูก ” แม่ตอบเสียงเบาพร้อมกับหายใจเฮือกใหญ่
บุญรอดได้ยินคำตอบของแม่ ความรู้สึกของเขาเหมือนว่าโลกทั้งใบได้หยุดหมุน หูอื้อไปหมดไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่นแม้แต่เสียงทีวีที่อยู่ตรงหน้า เหลือเพียงเสียงหัวใจเต้นตุบ ๆ ตุบ ๆ เหมือนมันกำลังจะทะลุหน้าอกออกมา ในตาแดงกล่ำพร้อมกับน้ำใส ๆ คลอที่ขอบตา คูณมองหน้าเพื่อนรักแล้วก้มหน้าใช้แขนขวาปาดตาทั้งสองข้าง
“ ครับแม่ ” บุญรอดตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือ