แดดเปรี้ยงทะลุม่านเมฆที่จับกลุ่มกันลาง
ๆ บนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก ไอแดดร้อนผาดผ่าวราวกับนั่งข้างกองไฟที่มีใครสุมฟืนไม้แห้งเข้าอย่างไม่หยุดหย่อน
ไอแดดอันร้อยละอุปลิวไหวระยิบท่ามกลางอากาศโล่งแจ้งกระทบผิวหนังร้อนผ่าวไปทั่วทั้งกาย
ยืนมองจากเนินสูงที่ท่านเจ้าอาวาสวัดได้ระดมทุมจากศรัทธาญาติโยมคนละเล็กละน้อยซื้อดินมาถมให้สูงขึ้นจากระดับน้ำเขื่อนลำปาวราวสามเมตรในช่วงฤดูน้ำหลาก
เห็นลานหญ้าเป็นพื้นที่กว้างราวกับสนามกอล์ฟเพราะในช่วงฤดูแล้งนี้น้ำในเขื่อนลำปาวถูกเจ้าหน้าที่กรมชลประธานปล่อยลงไปให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปัง
ครั้นถึงฤดูฝนน้ำในเขื่อนลำปาวได้เอ่อขึ้นล้อมรอบวัดราวกับวัดอยู่ในเกาะกลางน้ำ กุฏิตั้งรายรอบตามขอบเขตวัดเป็นระยะ
ๆ ประมาณสิบหลัง
“เณร เณร
นิมนต์ไปฉันข้าว” เสียงหญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินมาเรียกเณรผู้เป็นหลานที่กุฏิหลังที่สี่นับจากทางท้ายวัดออกมาที่เพิ่งบวชได้หนึ่งเดือนหลังจากเรียนจบชั้นประถมหวังจะให้บวชเรียนเขียนอ่านในชั้นมัธยมทั้งในด้านทางโลกและทางธรรมตามหลักศาสนาพุทธ
ไม่เห็นหลานเณรไปฉันจังหันรูปเดียวเณรรูปอื่น ๆ ที่บวชด้วยกันไปฉันกันหมดทุกรูป
เณร ผู้มีสีผิวเข้มรูปร่างกำยำกว่าเพื่อนเณรรูปอื่น
ๆ เมื่อยายมาปลุกเห็นว่าสายแล้วก็อายไม่กล้าออกไปฉันข้าวร่วมกับพระเณรรูปอื่น
จึงได้บอกให้ยายจัดแจงสำรับอาหารมาให้ที่กุฏิ
เมื่อฉันเสร็จแล้วยายก็เก็บถ้วยจานไปล้างไว้ในครัว
แล้วเก็บปิ่นโตใส่ตะกร้ากลับบ้านพร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ
เณรฉันจังหันเช้าเสร็จพอดีกับรถประจำสำนักเรียนพระปริยัติธรรมมารับไปเรียนเป็นปกติอย่างวันอื่น
ๆ เว้นวันเสาร์อาทิตย์
เณรทุกรูปรีบล้างบาตรตนเอง จัดเตรียมหนังสือ
นุ่งผ้าสบงทรงจีวรอย่างมิดชิดให้เป็นปริมณฑลแล้วไปเรียนกัน
เหลือเพียงเณรหลานยายรูปเดียวที่ไม่ไปโรงเรียน ซึ่งมีนิสัยไม่ค่อยไปเรียนเป็นประจำอย่างเพื่อนเณรรูปอื่น
ๆ ซึ่งหนึ่งอาทิตย์จะไปเรียนแค่สองวันบ้าง สามวันบ้างสลับกันไป ไอแดดได้แผดเผาไปทั่วบริเวณท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงอันร้อนอบอ้าวไม่ว่าจะอยู่ในร่มก็ยังอึดอัดเหนียวเหนอะหนะด้วยเหงื่อที่ไหลออกผ่านรูขุมขนชุ่มไปตามชายประคดเอวและอังสะ
แต่เณรผู้เป็นหลานยายก็ยังสามารถนอนอยู่ในกุฏิได้ทั้งวันโดยไม่ออกมพุกพ่านข้างนอน
จวนจะค่ำตะวันกำลังเคลื่อนค้อยลอยลงสู่ขอบฟ้าเรื่อย
ๆ ผู้คนต่างพากันต้อนวัวต้อนควายเข้าคอก
รถรับส่งโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็ได้กลับมาส่งเณรที่วัดอย่างเช่นเคยประจำทุกวัน
หลวงพ่อบอกกับลูกเณรทุกรูปว่าวันนี้พระทุกรูปต้องได้ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ในต่างหมู่บ้านกว่าจะกลับมาก็จวนจะดึก
จึงสั่งให้ลูกเณรทุกรูปทำกิจวัตรกันเอง
ปัดกวาดลานวัดทั้งศาลาการเปรียญแล้วทำวัตรสวดมนต์กันเอง
บอกเสร็จแล้วก็ไปกิจนิมนต์ที่ได้รับไว้
หลวงพ่อออกไปกิจนิมนต์ได้ไม่นาน
เณรหลานยายก็ลุกออกจากกุฏิมาหาเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ เล่นหยอกล้อกับเณรรูปนี้บ้าง
แล้วไปหยอกล้อกับเณรรูปนั้นบ้าง “หลวงพ่อไปไหนเหรอ” เณรหลานยายถามเพื่อนเณรด้วยกัน
เพราะไม่เห็นพระสักรูปรวมทั้งหลวงพ่อด้วย ทั้ง ๆ ที่จะต้องออกมาเดินจงกรม
ปัดกวาดลานวัดซึ่งเป็นประจำทุกวันแต่วันนี้เห็นเลย
“ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ที่ต่างหมู่บ้าน”
เพื่อนเณรรูปหนึ่งตอบขึ้น
“ดีหละ
เราเตะบอลกันไหม ไม่ได้เตะบอลกันนาน เมื่อวานตอนผมไปเยี่ยมได้แอบเอาฟุตบอลมาด้วย
คันเท้าอยากเตะบอล” เณรหลานยายคิดพิเรนทร์ขึ้นมาอย่างคึกคะนองด้วยความเป็นเด็ก
“เอาสิ”
เณรที่เป็นเพื่อนก็คิดสนุกไปด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นเณรทั้งหมดก็มารวมกัน
แล้วแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละห้าพอดี
และต่างก็ช่วยกันหาไม้มาปักเป็นประตูฟุตบอลให้เป็นสองฝั่ง เล่นเตะบอลกันอย่างเอิกเกริกเฮฮาสนุกสนานจนเสียงก้องออกไปใกล้ถึงหมู่บ้าน
ชาวบ้านต่างตระหนกตกใจคิดว่าเสียงอะไรดังมาจากในวัดและได้ชวนกันมาดู
ชาวบ้านมาเห็นก็ต่างตำหนิเณรว่าไม่สำรวม
ไม่สมควรเล่นเตะฟุตบอลอย่างฆราวาส แล้วกลับเข้าหมู่บ้าน
เช้าวันต่อมาหลวงพ่อได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจากญาติโยมผู้เห็นเหตุการณ์ และได้เรียกเณรทั้งหมดมาไต่ถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น
จนได้รู้ความจริงทั้งหมดในสิ่งที่ไม่ควรประพฤติของลูกเณร จึงเทศนาอบรมด้วยเมตตาแล้วลงโทษด้วยแซ่หวาย
เราฉันอาหารอันประณีตของญาติโยมที่เขาต้องแบ่งปันจากครอบครัวของเขามาถวายเพื่อหวังบุญกุศล
แล้วสิ่งไหนเล่าที่ลูกเณรทั้งหลายจะพึงตอบแทนนอกจากการประพฤติวัตรปฏิบัติบำเพ็ญเพียร
ตอย
เรืองคำ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น