วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560


ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 5 เรื่อง ผ้าเหลืองเลี้ยงลูก
แดดเปรี้ยงทะลุม่านเมฆที่จับกลุ่มกันลาง ๆ บนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก ไอแดดร้อนผาดผ่าวราวกับนั่งข้างกองไฟที่มีใครสุมฟืนไม้แห้งเข้าอย่างไม่หยุดหย่อน ไอแดดอันร้อยละอุปลิวไหวระยิบท่ามกลางอากาศโล่งแจ้งกระทบผิวหนังร้อนผ่าวไปทั่วทั้งกาย ยืนมองจากเนินสูงที่ท่านเจ้าอาวาสวัดได้ระดมทุมจากศรัทธาญาติโยมคนละเล็กละน้อยซื้อดินมาถมให้สูงขึ้นจากระดับน้ำเขื่อนลำปาวราวสามเมตรในช่วงฤดูน้ำหลาก เห็นลานหญ้าเป็นพื้นที่กว้างราวกับสนามกอล์ฟเพราะในช่วงฤดูแล้งนี้น้ำในเขื่อนลำปาวถูกเจ้าหน้าที่กรมชลประธานปล่อยลงไปให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปัง ครั้นถึงฤดูฝนน้ำในเขื่อนลำปาวได้เอ่อขึ้นล้อมรอบวัดราวกับวัดอยู่ในเกาะกลางน้ำ กุฏิตั้งรายรอบตามขอบเขตวัดเป็นระยะ ๆ ประมาณสิบหลัง
“เณร เณร นิมนต์ไปฉันข้าว” เสียงหญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินมาเรียกเณรผู้เป็นหลานที่กุฏิหลังที่สี่นับจากทางท้ายวัดออกมาที่เพิ่งบวชได้หนึ่งเดือนหลังจากเรียนจบชั้นประถมหวังจะให้บวชเรียนเขียนอ่านในชั้นมัธยมทั้งในด้านทางโลกและทางธรรมตามหลักศาสนาพุทธ ไม่เห็นหลานเณรไปฉันจังหันรูปเดียวเณรรูปอื่น ๆ ที่บวชด้วยกันไปฉันกันหมดทุกรูป
เณร ผู้มีสีผิวเข้มรูปร่างกำยำกว่าเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ เมื่อยายมาปลุกเห็นว่าสายแล้วก็อายไม่กล้าออกไปฉันข้าวร่วมกับพระเณรรูปอื่น จึงได้บอกให้ยายจัดแจงสำรับอาหารมาให้ที่กุฏิ เมื่อฉันเสร็จแล้วยายก็เก็บถ้วยจานไปล้างไว้ในครัว แล้วเก็บปิ่นโตใส่ตะกร้ากลับบ้านพร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ
เณรฉันจังหันเช้าเสร็จพอดีกับรถประจำสำนักเรียนพระปริยัติธรรมมารับไปเรียนเป็นปกติอย่างวันอื่น ๆ  เว้นวันเสาร์อาทิตย์ เณรทุกรูปรีบล้างบาตรตนเอง จัดเตรียมหนังสือ นุ่งผ้าสบงทรงจีวรอย่างมิดชิดให้เป็นปริมณฑลแล้วไปเรียนกัน เหลือเพียงเณรหลานยายรูปเดียวที่ไม่ไปโรงเรียน ซึ่งมีนิสัยไม่ค่อยไปเรียนเป็นประจำอย่างเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ ซึ่งหนึ่งอาทิตย์จะไปเรียนแค่สองวันบ้าง สามวันบ้างสลับกันไป ไอแดดได้แผดเผาไปทั่วบริเวณท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงอันร้อนอบอ้าวไม่ว่าจะอยู่ในร่มก็ยังอึดอัดเหนียวเหนอะหนะด้วยเหงื่อที่ไหลออกผ่านรูขุมขนชุ่มไปตามชายประคดเอวและอังสะ แต่เณรผู้เป็นหลานยายก็ยังสามารถนอนอยู่ในกุฏิได้ทั้งวันโดยไม่ออกมพุกพ่านข้างนอน
จวนจะค่ำตะวันกำลังเคลื่อนค้อยลอยลงสู่ขอบฟ้าเรื่อย ๆ ผู้คนต่างพากันต้อนวัวต้อนควายเข้าคอก รถรับส่งโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็ได้กลับมาส่งเณรที่วัดอย่างเช่นเคยประจำทุกวัน หลวงพ่อบอกกับลูกเณรทุกรูปว่าวันนี้พระทุกรูปต้องได้ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ในต่างหมู่บ้านกว่าจะกลับมาก็จวนจะดึก จึงสั่งให้ลูกเณรทุกรูปทำกิจวัตรกันเอง ปัดกวาดลานวัดทั้งศาลาการเปรียญแล้วทำวัตรสวดมนต์กันเอง บอกเสร็จแล้วก็ไปกิจนิมนต์ที่ได้รับไว้
หลวงพ่อออกไปกิจนิมนต์ได้ไม่นาน เณรหลานยายก็ลุกออกจากกุฏิมาหาเพื่อนเณรรูปอื่น ๆ เล่นหยอกล้อกับเณรรูปนี้บ้าง แล้วไปหยอกล้อกับเณรรูปนั้นบ้าง “หลวงพ่อไปไหนเหรอ” เณรหลานยายถามเพื่อนเณรด้วยกัน เพราะไม่เห็นพระสักรูปรวมทั้งหลวงพ่อด้วย ทั้ง ๆ ที่จะต้องออกมาเดินจงกรม ปัดกวาดลานวัดซึ่งเป็นประจำทุกวันแต่วันนี้เห็นเลย
“ไปกิจนิมนต์ขึ้นบ้านใหม่ที่ต่างหมู่บ้าน” เพื่อนเณรรูปหนึ่งตอบขึ้น
“ดีหละ เราเตะบอลกันไหม ไม่ได้เตะบอลกันนาน เมื่อวานตอนผมไปเยี่ยมได้แอบเอาฟุตบอลมาด้วย คันเท้าอยากเตะบอล” เณรหลานยายคิดพิเรนทร์ขึ้นมาอย่างคึกคะนองด้วยความเป็นเด็ก
“เอาสิ” เณรที่เป็นเพื่อนก็คิดสนุกไปด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นเณรทั้งหมดก็มารวมกัน แล้วแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละห้าพอดี และต่างก็ช่วยกันหาไม้มาปักเป็นประตูฟุตบอลให้เป็นสองฝั่ง เล่นเตะบอลกันอย่างเอิกเกริกเฮฮาสนุกสนานจนเสียงก้องออกไปใกล้ถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างตระหนกตกใจคิดว่าเสียงอะไรดังมาจากในวัดและได้ชวนกันมาดู
ชาวบ้านมาเห็นก็ต่างตำหนิเณรว่าไม่สำรวม ไม่สมควรเล่นเตะฟุตบอลอย่างฆราวาส แล้วกลับเข้าหมู่บ้าน เช้าวันต่อมาหลวงพ่อได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจากญาติโยมผู้เห็นเหตุการณ์ และได้เรียกเณรทั้งหมดมาไต่ถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น จนได้รู้ความจริงทั้งหมดในสิ่งที่ไม่ควรประพฤติของลูกเณร จึงเทศนาอบรมด้วยเมตตาแล้วลงโทษด้วยแซ่หวาย
เราฉันอาหารอันประณีตของญาติโยมที่เขาต้องแบ่งปันจากครอบครัวของเขามาถวายเพื่อหวังบุญกุศล แล้วสิ่งไหนเล่าที่ลูกเณรทั้งหลายจะพึงตอบแทนนอกจากการประพฤติวัตรปฏิบัติบำเพ็ญเพียร


                                                                                                                                ตอย เรืองคำ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น