วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560






ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 3 เรื่อง บุญลือ

                แสงสีทองวามวาวจ้านจ้าไปทั่วครึ่งฟ้าทางทิศตะวันตก ส่องสะท้อนเป็นสายทะลุผ่านช่องตึงที่เรียงรายสลับกันสูงต่ำ เสียงแตรดังปี๊กป๊ากบนท้องถนนเป็นสายยาวประมาณสองร้อยเมตร มวลมนุษย์ต่างพากันใส่เสื้อสีเทาสีส้มยืนจับกันเป็นกลุ่ม ๆ หลังจากเดินจับจ่ายใช้สอยของส่วนตัว อาหารการกินในตลาดคนเดินแล้วมารอข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามสลับกับรถที่วิ่งสวนกันไปมาตามวิถีชีวิตของคนแถบนี้เป็นประจำทุกวัน
                ตรงข้ามตลาดคนเดินเป็นโรงงานอวน ที่ผู้คนต่างทิศทาง ต่างพี่ต่างน้อง ต่างเพศต่างวัย ต่างบ้านต่างจังหวัดมารวมตัวกันต่างคนต่างดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตตัวเองและคนข้างหลังลูกเมียพ่อแม่ให้รอด ซึ่งบ้านเมืองเราสมัยนี้ทุกคนต้องดิ้นรนทั้งลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป
                หน้าโรงงานอวนมี รปภ. หกนายรูปร่างกำยำใส่ชุดสีกรมยืนเคร่งขรึมตรวจความเรียบร้อยพร้อมไม้กระบองครบมือกันทุกคน และผู้คนที่ใส่ชุดประจำโรงงานต่อแถวกันสองแถวอย่างยาวเหยียดเข้าประตูเล็ก ๆ ความกว้างประมาณสองคนเข้าได้อย่างพอดิบพอดีโดยไม่ชิดกันมาก เพื่อเข้างานในกะกลางคืนทุกคนจะมีบัตรประจำตัวห้อยคอกันคนละใบ หันหน้าเข้าโรงงานด้านซ้ายมือจะเป็นแถวสำหรับคนที่ใส่ชุดสีส้ม ซึ่งหมายถึงหัวหน้าแผนก และแถวด้านขวาจะเป็นสำหรับคนที่ใส่ชุดสีเทาคือพนักงานในแผนก ผู้คนที่ใกล้จะถึงหน้าประตูทางเข้าต่างพากันถือมันเอาไว้เพื่อรูดลงช่องเล็ก ๆ ของเครื่องสำหรับตรวจบาร์โค้ดประจำตัวของตน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้ก็ขึ้นกับการบาร์โค้ด หากใครพลาดการทำขั้นตอนนี้ก็ถือว่าเสียเปล่าไม่ได้ค่าตอบแทนถึงแม้จะทำงานทั้งวันก็ตาม ดังนั้นทุกคนที่ต่อแถวรอจึงใจจดใจจ่อกับขั้นตอนนี้กันอย่างเคร่งครัด
                บุญลือ ชายหนุ่มผู้มีรูปร่างทะมัดทะแมงผิวเข้มจมูกคมทรงผมนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมสาม กับพี่ชายก็อยู่ในแถวชุดสีเทานั้นด้วย ก่อนที่เขาจะเรียนจบชั้นมัธยมสามและได้มาทำงานในโรงงานอวน พ่อกับแม่ตั้งความหวังไว้กับเขาว่าจะให้เรียนจบสูง ๆ มีงานที่มั่นคง สวัสดิการและผลตอบแทนที่ดี เพราะพี่ชายเขาเรียนยังไม่จบชั้นมัธยมปลายก็ออกโรงเรียนเรียนกลางคัน แล้วเข้ามาทำงานในโรงงานอวนแล้วต่อมาไม่นานก็ได้ภรรยาที่ทำงานในแผนกเดียวกัน ทั้งสองช่วยกันทำงานพอจะมีเงินสักหน่อยกะได้ผ่อนรถกระบะออกมาหนึ่งคัน ไม่ทันที่จะผ่อนค่างวดรถถึงครึ่งหนึ่งพี่สะใภ้ก็ตั้งท้องได้ห้าเดือนจึงได้พักงานกลัวจะเป็นอันตราย พี่ชายของเขาจึงได้ทำงานคนเดียว ถึงกำหนดพี่สะใภ้ก็ได้คลอดลูกออกมาเลยให้กับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ ภาระค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งค่าเช่าห้อง ค่าผ่อนงวดรถ และทั้งต้องส่งกลับบ้านเพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายให้ภรรยาเลี้ยงลูก พอบุญลือเรียนจบชั้นมัธยมสาม พี่ชายจึงปรึกษาพ่อกับแม่และขอให้บุญลือออกจากโรงเรียนไม่ให้เรียนต่อเพื่อช่วยทำงานผ่อนค่างวดรถ “บุญลือลูก จบชั้นมัธยมสามแล้วพี่เค้าขอให้ออกจากโรงเรียนไปทำงานช่วยนะ สงสารพี่ที่ต้องทำงานคนเดียวผ่อนค่างวดรถ ค่าเช่าห้อง ทั้งต้องส่งกลับบ้านมาให้ค่าใช้จ่ายลูก” แม่บอกบุญลือพร้อมให้เหตุผลทั้งที่แม่ก็อยากให้เรียนต่อ แต่ก็สงสารพี่ที่ต้องรับภาระหนัก ซึ่งบุญลือก็เข้าใจและรู้ดี เขาพยักหน้าตอบแม่ครั้งหนึ่งไม่ปฏิเสธปากสั่นพูดอะไรไม่ออกทั้งอยากเรียนต่อให้จบสูง ๆ อย่างที่ตัวเองและพ่อแม่หวังไว้ อีกใจหนึ่งก็คิดสงสารพี่ชายตัวเองและหลานชายตัวน้อยที่กำลังน่ารักน่าชัง ตาเริ่มแดงก่ำและมีน้ำใส ๆ คลอในดวงตาทั้งสองข้างทั้งนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เขาจึงทำตามที่แม่ขอ
                บุญลือกับพี่ชายทำงานช่วยกันอย่างแข็งขันไม่เคยลางานสักครั้งทำงานแม้กะทั่งวันหยุดแถวยังควบกะทำโอทีด้วย แต่ด้วยภาระทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามาทุกทิศทุกทางที่ขาดไม่ได้เลยคือส่งเงินกลับบ้านไปให้พี่สะใภ้เป็นค่าใช้จ่ายให้หลาย จนจำเป็นต้องค้างผ่อนค่างวดรถจากหนึ่งเดือนเป็นสองเดือนจากสองเดือนเป็นสามเดือนจนพนักงานของบริษัทรถยนต์ต้องมาตาม จนต้องเจียดเงินในส่วนที่ส่งกลับไปทางบ้านออกเพื่อขอผ่อนตัดค่างวดรถออกบ้าง หลังจากที่ลดเงินที่ส่งกลับบ้านทางบ้านก็ได้ยืมจากเพื่อบ้านมาใช้จ่ายแทนก่อนเพราะไม่พอ จนสุดท้ายทุกคนก็ได้ปรึกษากันและตัดสินใจตกลงกันให้บริษัทยึดรถไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายออกให้เหลือแค่ค่าเช่าห้อง ค่ากินและส่งกลับทางบ้าน ทุกคนต่างพากันเสียดายแต่ต้องเลือกสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือค่าเลี้ยงน้อยของพี่ชายบุญลือ หลังจากที่รถถูกยึดไปพี่ชายเขาก็มีพอจ่ายใช้สอยและส่งกลับไปให้ลูก เขาจึงขอกลับบ้านไปเรียนหนังสือ
                พอกลับบ้านเขาก็ขอพ่อกับแม่เรียนต่อซึ่งเป็นความหวังของครอบครัวที่จะได้มีลูกเรียนจบสูง ๆ เหมือนอย่างครอบครัวอื่นจะได้เป็นหน้าเป็นตาให้วงตระกูล แถวบ้านของบุญลือมีสำนักเรียนพระปริยัติธรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เขาจึงขอพ่อกับแม่บวชเรียนเพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดภาระพ่อแม่ไม่ต้องหาเงินส่งเสียให้เขาเรียน ที่สำคัญที่สุดคือได้ตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่ที่ให้กำเนิดเลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ ทุกคนต่างมีปีติยินดีอย่างยิ่ง
               บุญลือได้เข้าอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นบุญกุศลอันสูงทั้งผู้บวชและบุกพการี       


                                                                                                             

                                                                                                                                   ตอย เรืองคำ











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น