ชื่อหนังสือ เณร
เรื่องสั้นที่ 2 เรื่อง ดิ้น
เช้าอันแสนสดชื่นในช่วงต้นฤดูหนาว
ไอหมอกตลบอบอวนเต็มไปทั่วบริเวณทุ่งนาเนื้อที่ห้าไร่ติดกับหางเขื่อนลำปาวอย่างพอดิบพอดี
สมควรชายหนุ่มผู้มีรูปร่างกำยำ ผิวเข้ม มีนิสัยหนักเอาเบาสู้ ได้พยายามสลัดตัวเองออกจากผ้าห่มนวมผืนเก่าที่แสนจะอุ่นที่สุดในโลก
แม้ว่าจะมีรอยปะหลากสีเป็นจุด ๆ ด้วยฝีมือของแม่สลับกันไป แต่มันก็มีเสน่ห์เป็นศิลปะอันน่าเสพสมอย่างหลงใหลบวกกับไออุ่นของแม่ที่ทำให้เขาอย่างทะนุถนอม
สมควรได้พาร่างตัวเองลุกออกจากที่นอน
เดินไปหยิบกระบวยตักน้ำในตุ่มตรงชานบ้านล้างหน้าอย่างสดชื่น เขายืนมองจากชานบ้านไปหาเขื่อน
แล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ ทั่วทุ่งนาที่เขียวขจีโอบกอดห้อมล้อมบ้านเขาไว้อยู่
เขานึกอยู่ในใจว่าบรรยายกาศเช่นนี้ช่างน่าภิรมย์ยิ่งนักหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว พักหนึ่งก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่อิ่มเอิบ
“สิสวยแล้ว” (จะสายแล้ว)
เขานึกขึ้นได้ว่าต้องไปเก็บตุ้มปลา (อุปกรณ์ดักจับปลา)
ที่ดักปลาไว้ตั้งแต่เมื่อวานตามชายเขื่อน แล้วต้องรีบนำเอาไปขายให้กับอากงเฒ่าแก่รับซื้อปลาที่อยู่ท่าเขื่อนฝั่งตรงข้ามประมาณสามร้อยเมตร
สมควรรีบลงบ้านแล้วเดินลัดเลาะไปตามคันนาทางเดินประจำของเขาท่ามกลางไอหมอกและน้ำค้างที่จับตามใบข้าว
ใบหญ้าจนเป็นสีเขียวสลับกับสีขาวใส ระหว่างทางจากบ้านไปหาเขื่อนไม่ไกลนัก
ขณะที่เขาเดินลัดเลาะมาได้ครึ่งทางขาและชายกางเกงยีนสามส่วนคู่ใจของเขาก็เปียกชุ่มไปหมด
แล้วหยุดหันกลับไปมองบ้านอันเป็นพิมานสถานที่ใช้ไม้จิก (ไม้เต็ง) เป็นเสา มุงหลังคาด้วยหญ้าคา
กั้นผนังด้วยฝาเกียบตอง (ใบไม้ที่จักสานด้วยไม้ไผ่ให้เป็นแผ่นผนัง) เหนือหลังคาบ้านเต็มไปด้วยไอหมอกเป็นโขมง
มันช่างเข้ากับบรรยากาศซะเหลือเกิน แล้วเขาก็หันกลับมารีบเดินไปยังจุดหมายคือท่าเรือ
สมควรถึงท่าเรือแล้วพรายเรือลัดเลาะไปตามชายฝั่งเพื่อเก็บตุ้มปลา
เขาเก็บตุ้มปลาอันสุดท้ายแล้วเสร็จพอดีกับพระอาทิตย์กำลังทอแสงขึ้นเหนือน้ำได้ครึ่งดวงไอหมอกค่อย
ๆ จางหายไป แสงอาทิตย์กระทบกับคลื่นลูกเล็ก ๆ ตามผิวน้ำจนเป็นแสงระยิบระยับแวววาวไปทั่วผิวน้ำพร้อมกับไอน้ำที่โชยขึ้นด้วยความเย็นของฤดูหนาวบวกกับแสงอาทิตย์ที่ส่องมาทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน
สมควรรีบพรายเรือไปฝั่งตรงข้ามเพื่อนำปลาไปขาย
“วันนี้ได้เยอะไหมอาตี๋” เฒ่าแก่เอ่ยถามขณะที่สมควรพรายเรือจอดเทียบท่าพอดี
“บ่ป่านใด๋ครับเฒ่าแก่มื้อนี้” (ไม่เท่าไหร่ครับเฒ่าแก่วันนี้)
สมควรตอบกลับไปพร้อมกับก้มหน้าเก็บปลาใส่ตะกร้าแล้วเอาขึ้นตาชั่ง
“ห้าโล เจ็ดขีดครับ” (ห้ากิโลเจ็ดขีดครับ)
สมควรมองเข็มตาชั่งแล้วบอกน้ำหนักปลากับเฒ่าแก่
“ร้อยสี่สิบห้าบาท แล้วเงินค่าเทอมพอแล้วเหรออาตี๋
สู้ ๆ นะ” เฒ่าแก่บอกจำนวนเงินที่ขายปลาได้วันนี้แล้วถามสมควรกลับเรื่องค่าเทอมที่สมควรเคยพูดให้ฟังว่ากำลังเก็บเงินรอวันเปิดเทอมและเอาไว้จ่ายค่าเทอมเทอมแรกที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมให้กำลังใจอย่างสนิทสนม
“บ่ทันพอครับเฒ่าแก่ ขอบคุณครับ”
(ยังไม่พอครับเฒ่าแก่ ขอบคุณครับ) สมควรตอบพร้อมอาการยิ้มแย้มแล้วกล่าวขอบคุณก่อนที่เขาจะลากลับบ้าน
สมควรพรายเรือถึงท่าเรือฝั่งของตนแล้วจอดเรือผูกมัดด้วยผ้าที่ฟั่นทำเป็นเชือกขนาดเท่าหัวแม่มือไว้กับตอไม้ประจำ
เขาหายใจเฮือกใหญ่ขณะครุ่นคิดถึงเรื่องค่าเทอมที่ยังไม่พอแล้วเขาก็เดินกลับบ้านทางเดิมกับที่เขาเดินมาตอนเช้า
พอกลับถึงบ้านเขาก็ได้กลิ่นหอมของต้มปลาใส่ผักแขยง (ผักกะออม)
โชยลงมาถึงใต้ถุนบ้าน ซึ่งแม่ได้ทำไว้รอและทานพร้อมกันในมื้อเช้า
“อ้าว กลับมาแล้วบ้อหล่า
ไปอาบน้ำถ่ากินข้าวไป” (อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูก รีบอาบน้ำรอกินข้าวนะ)
แม่ของสมควรเอ่ยถามขณะเห็นลูกมาถึงบ้านพอดีแล้วบอกอาบน้ำเตรียมทานข้าวพร้อมกับในมือข้างขวาถือยอดผักตำลึงครึ่งกำข้างรั้วบ้านเพื่อเอามาต้มไว้กินกับน้ำพริกปลาร้า
ทุกคนทำภารกิจเสร็จแล้ว อาหารเสร็จแล้ว แม่ก็เตรียมกับข้าวแล้วเรียกพ่อและสมควรมาทานพร้อมกัน
ทุกคนลงมือทานข้าวและพูดคุยกันไปในเรื่องต่าง ๆ
“ค่าเทอมใกล้พอแล้วบ้อหล่า”
(ค่าเทอมใกล้พอแล้วเหรอลูก)
พ่อเอ่ยถามสมควรขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าวอยู่แล้วก็เงียบไป
“บ่ทันพอครับพ่อ พึ่งได้ห้าพัน
ได้ครึ่งเดียว” (ยังไม่พอครับพ่อ พึ่งได้ห้าพันบาท ได้ครึ่งเดียว) สมควรตอบพ่อด้วยเสียงเบาพร้อมกับก้มหน้าความรู้สึกคิดว่าค่าเทอมคงไม่พอแล้วไม่ได้เรียนต่อ
หลังจากทานข้าวเสร็จทุกคนก็เตรียมตัวไปช่วยงานหลวงพ่อเตรียมสถานที่ที่วัดพร้อมกับชาวบ้าน
พรุ่งนี้วันพระจะมีงานลงอุโบสถกรรมพระภิกษุทั่วทั้งอำเภอจะมาร่วมกันลงอุโบสถกรรมที่วัด
เตรียมสถานที่ทำความสะอาดวัดเสร็จก็ค่ำพอดี
ชาวบ้านพร้อมทั้งครอบครัวของสมควรก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
สมควรและพ่อแม่กลับถึงบ้านอาบน้ำกินข้าวเสร็จก็แยกกันพักผ่อนรอเตรียมไปวัดแต่เช้าพรุ่งนี้
แต่พ่อกับแม่ของสมควรนอนไม่หลับ ทั้งสองต่างพากันคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าตอนที่กินข้าวด้วยกัน
คือเรื่องค่าเทอมของสมควร ทั้งอยากให้ลูกได้เรียน ทั้งเงินเก็บก็ไม่มี ลำพังทุก ๆ
วันก็รับจ้างหาเช้ากินค่ำ ที่ไร่ที่นาก็มีแค่ทำนาให้มีข้าวกินพอให้พ้นไปแต่ละปี
ส่วนข้าวที่ทำนาได้บางปีก็พอได้กินถึงฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ส่วนบางปีโชคร้ายน้ำท่วมไร่นาได้ข้าวกินไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวของปีหน้าก็ต้องไปขอข้าวที่วัดกินบ้าง
ยืมชาวบ้านบ้างแต่ต้องใช้ดอกด้วยจึงทำให้ลำบากมากขึ้น ซึ่งปีนี้ก็เช่นกันข้าวในเล้าก็ใกล้จะหมด
เพราะปีที่แล้วน้ำท่วมข้าวเลยทำให้ได้ข้าวน้อย ทั้งสองก็จนปัญญาไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายค่าเทอมให้ลูก
ลำพังลูกหาคนเดียวคงไม่พอแน่
อีกไม่ถึงสองอาทิตย์มหาวิทยาลัยก็จะเปิดให้ไปรายงานตัว
“เฮาขายข้าวบ่เฒ่า”
(เราขายข้าวไหมแม่) พ่อเอ่ยขึ้นเสนอแม่พร้อมทั้งแขนซ้ายก่ายหน้าผาก คิ้วทั้งสองจรดกัน
ในสมองคิดวุ่นวายสับสนไปหมด
“แล้วเฮาสิเอาข้าวไสกิน
ยืมเพิ่นกะเสียดอก” (แล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนกิน ยืมคนอื่นก็ต้องจ่ายดอก) แม่ตอบพ่อพร้อมให้เหตุผล
พ่อยิ่งกระสับกระส่าย
ลุกรี้ลุกรน นอนไม่หลับ แขนทั้งสองข้างสลับกันก่ายหน้าผากไปมา ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง
“ข่อยแบ่งนาขายจักครึ่งเด้เฒ่า
ให้ลูกได้เรียน ปีหน้าขั่นข้าวเฮาบ่พอกินจั่งหาปลาแลกเอากะได้” (พ่อแบ่งที่นาขายครึ่งหนึ่งนะแม่
เพื่อให้ลูกได้เรียน ปีหน้าถ้าข้าวเราไม่พอกินค่อยหาปลาไปแลกเอาข้าวก็ได้) พ่อเสนอแม่อีกรอบโดยไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
แม่รู้สึกตกใจ
แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะเราฐานะครอบครัวไม่ดี หาเช้ากินค่ำ เงินเก็บและทรัพย์สินอย่างอื่นก็ไม่มี
อยากให้ลูกเรียนจบสูง ๆ มีอนาคตและทำงานที่ดี ๆ ลำพังลูกหาคนเดียวก็ไม่ไหว
“มื้ออื่นเช้าไปวัดเฮาจั่งไปถามเบิ่งว่ามีไผอยากสิซื้อนาเฮาบ่”
(พรุ่งนี้เช้าไปวัดเราค่อยไปถามดูว่ามีใครอยากซื้อที่นาเราไหม)
แม่เสนอแล้วทั้งสองคนก็หายใจเฮือกใหญ่แล้วต่างคนต่างหลับไป
รุ่งเช้าพ่อ
แม่และสมควรได้ไปช่วยงานที่วัดต้อนรับพระและญาติโยมที่มางานลงอุโบสถกรรม
หลังจากต้อนรับเสร็จ
พ่อของสมควรได้พูดคุยกับชาวบ้านและบอกความประสงค์เรื่องที่ตนจะขายที่นาครึ่งหนึ่ง
เพื่อได้เงินมาจ่ายค่าเทอมให้ลูกได้เรียนหนังสือ เรื่องราวข่าวลือทั้งหมดได้แพร่ออกไปจากคนสู่คน
จากหนึ่งคนสู่คนหมู่มากจนไปถึงหูหลวงพ่อ หลวงพ่อได้รู้ข่าวก็ได้เรียกพ่อกับแม่ของสมควรเข้าไปหา
แล้วถามเรื่องราวความเป็นมา พ่อของสมควรก็ได้เล่าถึงเรื่องค่าเทอมของลูกและเรื่องประกาศแบ่งขายที่นาให้หลวงพ่อฟังทั้งหมด
“อย่าพึ่งขายเด้อ
ขั่นอยากเรียนอิหลี มันกะพอมีทางอยู่ เป็นพระกะเรียนได้คือกัน” (อย่าพึ่งขายนะ
ถ้าอยากเรียนจริง ๆ ก็พอมีทางอยู่ บวชเป็นพระก็เรียนได้เหมือนกัน) หลวงพ่อเตือนสติพร้อมทั้งชี้หนทางในการศึกษา
ถ้าอยากเรียนหนังสือจริง ๆ เป็นพระก็สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนกัน
“ครับผมหลวงพ่อ ขอบคุณครับ”
พ่อของสมควรประณมมือกราบหลวงพ่อพร้อมทั้งยิ้มอย่างอิ่มเอิบ
แล้วได้ไปเล่าเรื่องที่หลวงพ่อชี้หนทางให้สมควรฟัง
“ดีคือกันพ่อ
ผมสิได้ตอบแทนคุณพ่อกับแม่นำ” (ดีเหมือนกันพ่อ ผมจะได้ตอบแทนพระคุณพ่อกับแม่ด้วย)
สมควรบอกพ่อพร้อมทั้งยิ้มด้วยความดีใจที่จะได้เรียนหนังสือและได้ตอบแทนบุญคุณบุพการี
ตอย เรืองคำ
ตอย เรืองคำ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น