วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560



ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 2 เรื่อง ดิ้น


                เช้าอันแสนสดชื่นในช่วงต้นฤดูหนาว ไอหมอกตลบอบอวนเต็มไปทั่วบริเวณทุ่งนาเนื้อที่ห้าไร่ติดกับหางเขื่อนลำปาวอย่างพอดิบพอดี สมควรชายหนุ่มผู้มีรูปร่างกำยำ ผิวเข้ม มีนิสัยหนักเอาเบาสู้ ได้พยายามสลัดตัวเองออกจากผ้าห่มนวมผืนเก่าที่แสนจะอุ่นที่สุดในโลก แม้ว่าจะมีรอยปะหลากสีเป็นจุด ๆ ด้วยฝีมือของแม่สลับกันไป แต่มันก็มีเสน่ห์เป็นศิลปะอันน่าเสพสมอย่างหลงใหลบวกกับไออุ่นของแม่ที่ทำให้เขาอย่างทะนุถนอม
                สมควรได้พาร่างตัวเองลุกออกจากที่นอน เดินไปหยิบกระบวยตักน้ำในตุ่มตรงชานบ้านล้างหน้าอย่างสดชื่น เขายืนมองจากชานบ้านไปหาเขื่อน แล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ ทั่วทุ่งนาที่เขียวขจีโอบกอดห้อมล้อมบ้านเขาไว้อยู่ เขานึกอยู่ในใจว่าบรรยายกาศเช่นนี้ช่างน่าภิรมย์ยิ่งนักหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว พักหนึ่งก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่อิ่มเอิบ
                “สิสวยแล้ว” (จะสายแล้ว) เขานึกขึ้นได้ว่าต้องไปเก็บตุ้มปลา (อุปกรณ์ดักจับปลา) ที่ดักปลาไว้ตั้งแต่เมื่อวานตามชายเขื่อน แล้วต้องรีบนำเอาไปขายให้กับอากงเฒ่าแก่รับซื้อปลาที่อยู่ท่าเขื่อนฝั่งตรงข้ามประมาณสามร้อยเมตร สมควรรีบลงบ้านแล้วเดินลัดเลาะไปตามคันนาทางเดินประจำของเขาท่ามกลางไอหมอกและน้ำค้างที่จับตามใบข้าว ใบหญ้าจนเป็นสีเขียวสลับกับสีขาวใส ระหว่างทางจากบ้านไปหาเขื่อนไม่ไกลนัก ขณะที่เขาเดินลัดเลาะมาได้ครึ่งทางขาและชายกางเกงยีนสามส่วนคู่ใจของเขาก็เปียกชุ่มไปหมด แล้วหยุดหันกลับไปมองบ้านอันเป็นพิมานสถานที่ใช้ไม้จิก (ไม้เต็ง) เป็นเสา มุงหลังคาด้วยหญ้าคา กั้นผนังด้วยฝาเกียบตอง (ใบไม้ที่จักสานด้วยไม้ไผ่ให้เป็นแผ่นผนัง) เหนือหลังคาบ้านเต็มไปด้วยไอหมอกเป็นโขมง มันช่างเข้ากับบรรยากาศซะเหลือเกิน แล้วเขาก็หันกลับมารีบเดินไปยังจุดหมายคือท่าเรือ
                สมควรถึงท่าเรือแล้วพรายเรือลัดเลาะไปตามชายฝั่งเพื่อเก็บตุ้มปลา เขาเก็บตุ้มปลาอันสุดท้ายแล้วเสร็จพอดีกับพระอาทิตย์กำลังทอแสงขึ้นเหนือน้ำได้ครึ่งดวงไอหมอกค่อย ๆ จางหายไป แสงอาทิตย์กระทบกับคลื่นลูกเล็ก ๆ ตามผิวน้ำจนเป็นแสงระยิบระยับแวววาวไปทั่วผิวน้ำพร้อมกับไอน้ำที่โชยขึ้นด้วยความเย็นของฤดูหนาวบวกกับแสงอาทิตย์ที่ส่องมาทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน สมควรรีบพรายเรือไปฝั่งตรงข้ามเพื่อนำปลาไปขาย
                “วันนี้ได้เยอะไหมอาตี๋ เฒ่าแก่เอ่ยถามขณะที่สมควรพรายเรือจอดเทียบท่าพอดี  
                “บ่ป่านใด๋ครับเฒ่าแก่มื้อนี้” (ไม่เท่าไหร่ครับเฒ่าแก่วันนี้) สมควรตอบกลับไปพร้อมกับก้มหน้าเก็บปลาใส่ตะกร้าแล้วเอาขึ้นตาชั่ง
                “ห้าโล เจ็ดขีดครับ” (ห้ากิโลเจ็ดขีดครับ) สมควรมองเข็มตาชั่งแล้วบอกน้ำหนักปลากับเฒ่าแก่
                “ร้อยสี่สิบห้าบาท แล้วเงินค่าเทอมพอแล้วเหรออาตี๋ สู้ ๆ นะ” เฒ่าแก่บอกจำนวนเงินที่ขายปลาได้วันนี้แล้วถามสมควรกลับเรื่องค่าเทอมที่สมควรเคยพูดให้ฟังว่ากำลังเก็บเงินรอวันเปิดเทอมและเอาไว้จ่ายค่าเทอมเทอมแรกที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมให้กำลังใจอย่างสนิทสนม
                “บ่ทันพอครับเฒ่าแก่ ขอบคุณครับ” (ยังไม่พอครับเฒ่าแก่ ขอบคุณครับ) สมควรตอบพร้อมอาการยิ้มแย้มแล้วกล่าวขอบคุณก่อนที่เขาจะลากลับบ้าน
                สมควรพรายเรือถึงท่าเรือฝั่งของตนแล้วจอดเรือผูกมัดด้วยผ้าที่ฟั่นทำเป็นเชือกขนาดเท่าหัวแม่มือไว้กับตอไม้ประจำ เขาหายใจเฮือกใหญ่ขณะครุ่นคิดถึงเรื่องค่าเทอมที่ยังไม่พอแล้วเขาก็เดินกลับบ้านทางเดิมกับที่เขาเดินมาตอนเช้า พอกลับถึงบ้านเขาก็ได้กลิ่นหอมของต้มปลาใส่ผักแขยง (ผักกะออม) โชยลงมาถึงใต้ถุนบ้าน ซึ่งแม่ได้ทำไว้รอและทานพร้อมกันในมื้อเช้า
                “อ้าว กลับมาแล้วบ้อหล่า ไปอาบน้ำถ่ากินข้าวไป” (อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูก รีบอาบน้ำรอกินข้าวนะ) แม่ของสมควรเอ่ยถามขณะเห็นลูกมาถึงบ้านพอดีแล้วบอกอาบน้ำเตรียมทานข้าวพร้อมกับในมือข้างขวาถือยอดผักตำลึงครึ่งกำข้างรั้วบ้านเพื่อเอามาต้มไว้กินกับน้ำพริกปลาร้า ทุกคนทำภารกิจเสร็จแล้ว อาหารเสร็จแล้ว แม่ก็เตรียมกับข้าวแล้วเรียกพ่อและสมควรมาทานพร้อมกัน ทุกคนลงมือทานข้าวและพูดคุยกันไปในเรื่องต่าง ๆ
                “ค่าเทอมใกล้พอแล้วบ้อหล่า” (ค่าเทอมใกล้พอแล้วเหรอลูก) พ่อเอ่ยถามสมควรขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าวอยู่แล้วก็เงียบไป
                “บ่ทันพอครับพ่อ พึ่งได้ห้าพัน ได้ครึ่งเดียว” (ยังไม่พอครับพ่อ พึ่งได้ห้าพันบาท ได้ครึ่งเดียว) สมควรตอบพ่อด้วยเสียงเบาพร้อมกับก้มหน้าความรู้สึกคิดว่าค่าเทอมคงไม่พอแล้วไม่ได้เรียนต่อ
                หลังจากทานข้าวเสร็จทุกคนก็เตรียมตัวไปช่วยงานหลวงพ่อเตรียมสถานที่ที่วัดพร้อมกับชาวบ้าน พรุ่งนี้วันพระจะมีงานลงอุโบสถกรรมพระภิกษุทั่วทั้งอำเภอจะมาร่วมกันลงอุโบสถกรรมที่วัด เตรียมสถานที่ทำความสะอาดวัดเสร็จก็ค่ำพอดี ชาวบ้านพร้อมทั้งครอบครัวของสมควรก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
                สมควรและพ่อแม่กลับถึงบ้านอาบน้ำกินข้าวเสร็จก็แยกกันพักผ่อนรอเตรียมไปวัดแต่เช้าพรุ่งนี้ แต่พ่อกับแม่ของสมควรนอนไม่หลับ ทั้งสองต่างพากันคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าตอนที่กินข้าวด้วยกัน คือเรื่องค่าเทอมของสมควร ทั้งอยากให้ลูกได้เรียน ทั้งเงินเก็บก็ไม่มี ลำพังทุก ๆ วันก็รับจ้างหาเช้ากินค่ำ ที่ไร่ที่นาก็มีแค่ทำนาให้มีข้าวกินพอให้พ้นไปแต่ละปี ส่วนข้าวที่ทำนาได้บางปีก็พอได้กินถึงฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ส่วนบางปีโชคร้ายน้ำท่วมไร่นาได้ข้าวกินไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวของปีหน้าก็ต้องไปขอข้าวที่วัดกินบ้าง ยืมชาวบ้านบ้างแต่ต้องใช้ดอกด้วยจึงทำให้ลำบากมากขึ้น ซึ่งปีนี้ก็เช่นกันข้าวในเล้าก็ใกล้จะหมด เพราะปีที่แล้วน้ำท่วมข้าวเลยทำให้ได้ข้าวน้อย ทั้งสองก็จนปัญญาไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายค่าเทอมให้ลูก ลำพังลูกหาคนเดียวคงไม่พอแน่ อีกไม่ถึงสองอาทิตย์มหาวิทยาลัยก็จะเปิดให้ไปรายงานตัว
                “เฮาขายข้าวบ่เฒ่า” (เราขายข้าวไหมแม่) พ่อเอ่ยขึ้นเสนอแม่พร้อมทั้งแขนซ้ายก่ายหน้าผาก คิ้วทั้งสองจรดกัน ในสมองคิดวุ่นวายสับสนไปหมด
                “แล้วเฮาสิเอาข้าวไสกิน ยืมเพิ่นกะเสียดอก” (แล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนกิน ยืมคนอื่นก็ต้องจ่ายดอก) แม่ตอบพ่อพร้อมให้เหตุผล
                พ่อยิ่งกระสับกระส่าย ลุกรี้ลุกรน นอนไม่หลับ แขนทั้งสองข้างสลับกันก่ายหน้าผากไปมา ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง
                “ข่อยแบ่งนาขายจักครึ่งเด้เฒ่า ให้ลูกได้เรียน ปีหน้าขั่นข้าวเฮาบ่พอกินจั่งหาปลาแลกเอากะได้” (พ่อแบ่งที่นาขายครึ่งหนึ่งนะแม่ เพื่อให้ลูกได้เรียน ปีหน้าถ้าข้าวเราไม่พอกินค่อยหาปลาไปแลกเอาข้าวก็ได้) พ่อเสนอแม่อีกรอบโดยไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
                แม่รู้สึกตกใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะเราฐานะครอบครัวไม่ดี หาเช้ากินค่ำ เงินเก็บและทรัพย์สินอย่างอื่นก็ไม่มี อยากให้ลูกเรียนจบสูง ๆ มีอนาคตและทำงานที่ดี ๆ ลำพังลูกหาคนเดียวก็ไม่ไหว
                “มื้ออื่นเช้าไปวัดเฮาจั่งไปถามเบิ่งว่ามีไผอยากสิซื้อนาเฮาบ่” (พรุ่งนี้เช้าไปวัดเราค่อยไปถามดูว่ามีใครอยากซื้อที่นาเราไหม) แม่เสนอแล้วทั้งสองคนก็หายใจเฮือกใหญ่แล้วต่างคนต่างหลับไป
                รุ่งเช้าพ่อ แม่และสมควรได้ไปช่วยงานที่วัดต้อนรับพระและญาติโยมที่มางานลงอุโบสถกรรม หลังจากต้อนรับเสร็จ พ่อของสมควรได้พูดคุยกับชาวบ้านและบอกความประสงค์เรื่องที่ตนจะขายที่นาครึ่งหนึ่ง เพื่อได้เงินมาจ่ายค่าเทอมให้ลูกได้เรียนหนังสือ เรื่องราวข่าวลือทั้งหมดได้แพร่ออกไปจากคนสู่คน จากหนึ่งคนสู่คนหมู่มากจนไปถึงหูหลวงพ่อ หลวงพ่อได้รู้ข่าวก็ได้เรียกพ่อกับแม่ของสมควรเข้าไปหา แล้วถามเรื่องราวความเป็นมา พ่อของสมควรก็ได้เล่าถึงเรื่องค่าเทอมของลูกและเรื่องประกาศแบ่งขายที่นาให้หลวงพ่อฟังทั้งหมด
                “อย่าพึ่งขายเด้อ ขั่นอยากเรียนอิหลี มันกะพอมีทางอยู่ เป็นพระกะเรียนได้คือกัน” (อย่าพึ่งขายนะ ถ้าอยากเรียนจริง ๆ ก็พอมีทางอยู่ บวชเป็นพระก็เรียนได้เหมือนกัน) หลวงพ่อเตือนสติพร้อมทั้งชี้หนทางในการศึกษา ถ้าอยากเรียนหนังสือจริง ๆ เป็นพระก็สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนกัน
                “ครับผมหลวงพ่อ ขอบคุณครับ” พ่อของสมควรประณมมือกราบหลวงพ่อพร้อมทั้งยิ้มอย่างอิ่มเอิบ แล้วได้ไปเล่าเรื่องที่หลวงพ่อชี้หนทางให้สมควรฟัง

                “ดีคือกันพ่อ ผมสิได้ตอบแทนคุณพ่อกับแม่นำ” (ดีเหมือนกันพ่อ ผมจะได้ตอบแทนพระคุณพ่อกับแม่ด้วย) สมควรบอกพ่อพร้อมทั้งยิ้มด้วยความดีใจที่จะได้เรียนหนังสือและได้ตอบแทนบุญคุณบุพการี


                                                                                                                                   ตอย เรืองคำ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น