
ชื่อหนังสือ เณร ผู้เขียน ตอย เรืองคำ
เรื่องสั้นที่ 1 เรื่อง อยากเรียน
เป็นวันอังคารที่ร้อนระอุในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแสงแดดแผดสะท้อนจ้าจ้านเป็นไอระยิบระยับราวกับมัจจุราชกำลังสุมไฟใส่เรื่อย
ๆ ใบไม้ในบริเวณโรงเรียนต่างค่อย ๆ ร่วงโรยหล่นทับถมกันทีละใบไปตามกาลเวลาที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้
พร้อมกับเป็นวันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หก
ต้นมะม่วงต้นหนึ่งข้างหอประชุมใบร่วงยังไม่หมด
ยังพอเป็นร่มเงาบังแดดให้จอดรถกระบะสองคัน
รถมอเตอร์ไซค์ห้าคันและรถจักรยานอีกสามคัน ของผู้ปกครองได้อย่างพอดิบพอดี
ถัดออกไปอีกประมาณห้าเมตร ต้นกระถินณรงค์อีกต้นหนึ่งไม่ใหญ่นักมีรถมอเตอร์ไซค์หกคัน จอดหลบแดดอยู่
“ ...ขวัญเจ้าไปแล่นลี้นำหมู่ผีตาย
ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้…มาเยอ ขวัญเอย ” เสียงพ่อใหญ่บุญมาหมอพราหมณ์มีผมสีขาวสลับดำ
นุ่งชุดขาวและมีผ้าพาดบ่าข้างซ้ายสีขาวผืนหนึ่ง นั่งประณมมือพร้อมกับทำปากขมุบขมิบอย่างเคร่งขรึม
กล่าวบริกรรมคาถาบายศรีสู่ขวัญในท่ามกลางเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หกจำนวนสิบหกคน ที่พึ่งสำเร็จการศึกษา ตลอดจนนักเรียนทุกชั้นปี คุณครูและชาวบ้านพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่นั่งรายรอบถัดกันออกไปเป็นชั้น
ๆ ร้องเรียกขวัญ “ มาเยอ ขวัญเอย ” กันอย่างสวนเสเฮฮา ในหอประชุมหลังเล็กของโรงเรียนที่มุงหลังคาด้วยสังกะสีเก่า
ๆ มีสนิมกินสังเกตเห็นเป็นสีดำสีแดงสลับกันไปทั้งหลัง แสดงให้เห็นว่าหอประชุมหลังนี้ได้สร้างมานานแล้ว
หลังจากทำพิธีบายสู่ขวัญเสร็จเด็ก ๆ ต่างพากันต่อคิวให้พ่อใหญ่บุญมา
คุณครูและผู้ปกครองผูกแขนให้ด้วยฝ้ายสายสิญจน์สีขาวด้วยความตื่นเต้น
“ ต่อไป ขอเชิญผู้ปกครองทุกท่าน ร่วมรับประทานอาหารกับเด็ก
ๆ ลูกหลานนักเรียนก่อนนะครับ
แล้วค่อยกลับบ้าน ” เสียงดังมาจากด้านหน้าเวทีหอประชุม คุณครูประมวลใส่ชุดพื้นบ้านด้วยเสื้อม่อฮ่อมกางเกงสแล็คสีดำมีผมสีขาวแซมขึ้นปนสีดำเล็กน้อย
พูดขึ้นอย่างเป็นกันเอง หลังจากทุกคนผูกแขนเสร็จแล้ว
อาหารถูกลำเรียงมาเรื่อย ๆ จากห้องครัวซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหอประชุม
พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนทุกคนได้ร่วมกันรับประทานอาหารและร่วมยินดีกับบัณฑิตตัวน้อยกันอย่างชื่นบาน
คงจะเหลือเพียงผู้ปกครองของเด็กชายบุญรอดเท่านั้น ที่ไม่ได้อยู่ร่วมในวงอาหารนั้นด้วย
บุญรอด เด็กชายผู้มีผิวสีแดงดำ ตัวเล็ก หน้าตาน่าเอ็นดู มีนิสัยเรียบร้อย
มีเล่นซนบ้างกับเพื่อนตามประสาเด็ก
ใส่ชุดนักเรียนตัวเก่า เสื้อค่อนข้างออกไปทางสีเหลือง กางเกงมีรูและรอยปะเย็บด้วยมือสองจุด
บุญรอดกินข้าวเสร็จแล้วเดินไปนั่งคนเดียวใต้ต้นสะเดาต้นไม่ใหญ่นักแต่ยังพอมีร่มให้บังแดดได้
ถัดออกไปทางทิศใต้ของหอประชุมประมาณสิบห้าเมตร แล้วหันไปทางไร่อ้อยของน้าแดงแม่ของคูณ
คูณ เด็กชายผู้สีผิวธรรมดาไม่ขาวนัก มีนิสัยคล้าย ๆ กับบุญรอด แต่ฐานะครอบครัวพอมีพอกินกว่าครอบครัวบุญรอด
บุญรอดและคูณเป็นเพื่อนสนิทที่เล่นและโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กจนเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกจนบางครั้งชาวบ้านก็เรียกเขาทั้งคู่ว่าฝาแฝด ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันเพราะบ้านของบุญรอดและคูณอยู่ติดกัน
ซึ่งพ่อกับแม่ของบุญรอดก็ไปรับจ้างทำงานให้แม่ของคูณเป็นประจำเลยรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
บุญรอดนั่งมองไปทางไร่อ้อยของน้าแดงซึ่งกำลังมีคนรับจ้างตัดอ้อยอยู่อย่างนั้น
เขานึกอยู่ในใจว่าพ่อกับแม่ของเขาจะเป็นอย่างไรหนอ ในท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาลงมาดั่งเปลวไฟไร้ซึ่งความปราณีจากพระอาทิตย์
“ บุญรอด พ่อกับแม่ไปไหนเหรอ ทำไมวันนี้ไม่มา ” บุญรอดหันหลังกลับไปตามเสียงเห็นครูประมวลกำลังเดินเข้ามาหาเขาอีกไม่กี่ก้าวก็ถึง
บุญรอดชี้ไปทางไร่อ้อยน้าแดงที่ที่เขากำลังนั่งมองอยู่อย่างไม่ละสายตา
เขาเอามือลงแล้วนั่งก้มหน้า
“ พ่อกับแม่ไปทำงานรับจ้างตัดอ้อยที่ไร่น้าแดงครับ ” เขาตอบคำถามครูประมวลด้วยเสียงสั่น
ๆ
“ บุญรอด จบ ป.๖ แล้ว จะเรียนต่อไหนดี ” บุญรอดและครูประมวลหันมองไปตามเสียง
เห็นคูณกำลังเดินมาสมทบ
“ ยังไม่รู้เลย ว่าจะเรียนต่อไหม ” บุญรอดตอบ
“ ทำไมถึงไม่เรียนหละบุญรอด ไม่อยากเรียนเหรอ ” ครูประมวลถามพร้อมทั้งทำสีหน้าสงสัย
“ อยากเรียนครับครู แต่ต้องขอพ่อกับแม่ก่อน เพราะทางบ้านไม่ค่อยมีเงินพ่อกับแม่ก็ทำงานรับจ้างใช้จ่ายในบ้านทุกวัน
” บุญรอดตอบครูพร้อมทั้งบอกเหตุผล
“ เย็นนี้ เดี๋ยวเราพานายไปถามพ่อกับแม่นายดูนะ ” คูณเสนอ
“ บุญรอดพยักหน้า ” แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
พระอาทิตย์คล้อยลงเรื่อย ๆ กำลังจะลับขอบฟ้า
บรรยากาศในหมู่บ้านตอนนี้ทุกคนกำลังหุงหาอาหารเตรียมกับข้าวสำหรับมื้อค่ำ
บางคนกำลังต้อนวัว ควาย เข้าคอก บ้างก็พึ่งกลับจากไร่ ทำงานที่ไร่ตัวเองบ้าง
ทำงานรับจ้างบ้าง พ่อกับแม่บุญรอดก็เช่นดีเดียว
“ แม่ครับ ผมหุงข้าวไว้รอแล้ว ” บุญรอดบอกแม่ หลังจากที่แม่วางอุปกรณ์ทำงานเก็บเข้าที่
ซึ่งบุญรอดหุงข้าวไว้รอแม่อย่างนี้เป็นประจำเวลาแม่ออกไปทำงานแล้วกลับบ้านค่ำ ๆ
“ จ่ะ เดี๋ยวแม่ทอดไข่ให้กินนะวันนี้ ” แม่ขานตอบบุญรอด
พร้อมบอกเมนูของมื้อค่ำวันนี้
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดพอดี
เหลือเพียงแสงไฟที่ส่องตามบ้านเรือนหลังละหลอดสองหลอด ไม่นานคูณก็วิ่งมาหาบุญรอด
ทั้งสองต่างรู้ดีว่า วันนี้มีภารกิจสำคัญ
“ อ้าวคูณ บุญรอดอยู่หน้าทีวีนู่น จะชวนกันไปไหนวันนี้ ”
แม่บุญรอดถามเมื่อเห็นเด็กชายคูณวิ่งมาหยุดที่ประตูหน้าบ้าน
แล้วบุญรอดก็หันมาพอดีขณะได้ยินเสียงของแม่
“ เปล่าครับ ไม่ได้ไปไหนครับป้า ” คูณตอบ
แล้วเดินไปหาบุญรอดที่หน้าทีวี
สักพักพ่อกับแม่บุญรอดอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็มานั่งดูทีวีด้วยกัน
คูณมองหน้าบุญรอด เหมือนเป็นการส่งซิกให้บุญรอดรู้ว่าวันนี้จะทำอะไร
ส่วนบุญรอดก็รู้ดีว่าคูณหมายถึงอะไร เพราะวันนี้ทั้งวันบุญรอดจดจ่อกับเรื่องของเมื่อตอนกลางวันที่คุยกันไว้กับครูประมวลและคูณจนไม่มีกระจิตกระใจจะทำอย่างอื่น
ดูละครก็ไม่สนุกทั้งที่เป็นละครที่ตัวเองชอบ ใจเต้นแรง ทั้งสมองก็คุ่นคิดแบบกล้า ๆ
กลัว ๆ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ มองหน้าคูณแล้วพยักหน้า
“ พ่อครับ แม่ครับ ผมเรียนจบชั้น ป.๖ แล้ว ผมอยากขอเรียนต่อชั้น
ม.๑ ด้วยกันกับคูณครับ พาผมไปสมัครเรียนหน่อยนะครับ ”
บุญรอดบอกความประสงค์ตนเองด้วยแววตาและสีหน้าอย่างมุ่งมั่น
พ่อกับแม่มองหน้ากัน
แล้วหันไปมองที่บุญรอด
ที่จริงเรื่องนี้ทั้งสองคนก็เคยคุยกันแล้วเรื่องเรียนของลูก ได้ตกลงกันและตัดสินใจไว้แล้ว
แต่รอแค่โอกาสบอกกับบุญรอด
“ บุญรอดลูก ครอบครัวเราหาเช้ากินค่ำ ไม่ค่อยมีทุนนะลูก ”
แม่ตอบเสียงเบาพร้อมกับหายใจเฮือกใหญ่
บุญรอดได้ยินคำตอบของแม่
ความรู้สึกของเขาเหมือนว่าโลกทั้งใบได้หยุดหมุน หูอื้อไปหมดไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่นแม้แต่เสียงทีวีที่อยู่ตรงหน้า
เหลือเพียงเสียงหัวใจเต้นตุบ ๆ ตุบ ๆ เหมือนมันกำลังจะทะลุหน้าอกออกมา ในตาแดงกล่ำพร้อมกับน้ำใส
ๆ คลอที่ขอบตา คูณมองหน้าเพื่อนรักแล้วก้มหน้าใช้แขนขวาปาดตาทั้งสองข้าง
“ ครับแม่ ” บุญรอดตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น