วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560


ชื่อหนังสือ เณร 
เรื่องสั้นที่ 10 เรื่อง ลูกแก้วลึกลับ
                ท้องฟ้ามืดสนิทในคืนเดือนดับ บรรยากาศที่เย็นยะเยือกของฤดูหนาวในช่วงต้นปี วันนี้ความรู้สึกของข้าพเจ้าไม่เหมือนทุก ๆ วัน ทุกอย่างของความรู้สึกมันช่างวังเวงไปหมด หลังจากหลวงพ่อและพระลูกวัดอีกสี่รูปต้องไปเข้าปริวาสกรรมที่วัดบนภูอยู่ต่างอำเภอเป็นเวลาสิบวัน เพื่อปวารณาแสดงตนปลงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ เพื่อให้จิตใจและการรักษาสิกขาบทข้อวัตรปฏิบัติผ่องใสขึ้น
                หลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง เป็นวันแรกที่ข้าพเจ้าต้องอยู่จำวัตรปฏิบัติศาสนกิจที่สงฆ์พึงกระทำและดูแลเสนาสนะในอาวาสลำพังคนเดียว รัศมีของแสงสว่างจากหลอดนีออนที่ติดตั้งไว้ข้างศาลาการเปรียญด้านนอกส่องออกไปถึงต้นโพธิ์ที่อยู่ลานธรรมพอให้มองเห็นว่ากิ่งก้านสาขาและใบของมันกำลังโยกปลิวเป็นทิวไสวเอื่อย ๆ ไปตามแรงลมของฤดูหนาว
                เล่ากันว่า ตั้งแต่สมัยก่อนได้มีผู้นำพาชาวบ้านอพยพครอบครัว และขนข้าวของเข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่จำนวนหนึ่งประมาณยี่สิบหลังคาเรือน ขณะนั้นทุกคนได้ประชุมและตกลงกันว่าต้องสร้างวัดขึ้นและนิมนต์พระมาจำพรรษาในหมู่บ้าน เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ประกอบศาสนะพิธีทางพระพุทธศาสนาและเป็นสถานที่สั่งสมบุญบารมีของชาวบ้าน ปัจจุบันหมู่บ้านและวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว ซึ่งสถานที่ตรงนี้ก่อนที่จะสร้างวัดนั้นเป็นป่ารกร้างไม่มีใครเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของและใช้เป็นที่ทำกิน
                ชาวบ้านต่างช่วยกันร่วมแรงร่วมใจถางป่าออกจนโล่ง เหลือไว้เพียงต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นร่มเงาและสร้างกุฏิด้วยไม้เป็นกระท่อม มุงหลังคาด้วยหญ้าคา กลั้นผนังด้วยฝาขัดแตะ ช่วงนั้นยังไม่มีการจัดสรรไฟฟ้าเข้าใช้ ชาวบ้านจึงใช้ยางไม้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการส่องสว่างหรือแสงไต้นั่นเอง และชาวบ้านก็ได้นำไปถวายวัดด้วยเพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้หลังจากที่การสร้างหมู่บ้านสร้างวัดเสร็จ พระสงฆ์ก็ได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาจำพรรษา ณ วัดนี้ ตลอดทุกพรรษาโดยไม่เว้น ปัจจุบันวัดได้มีการเปลี่ยนแปลงกุฏิถูกสร้างบำรุงขึ้นด้วยปูน และมีไฟฟ้าเข้าถึงอย่างสะดวกตามยุคตามสมัย
                ในขณะนั้น ช่วงที่ชาวบ้านช่วยกันถางป่าสร้างวัด ได้มีกาฝากต้นโพธิ์เป็นลูกไม้เล็ก ๆ อยู่ที่โคนต้นมะม่วงแห้งที่ตายนานแล้ว กำลังผุพังลงแล้วย่อยสลายไปในดินและเป็นปุ๋ยให้กับต้นโพธิ์ เมื่อชาวบ้านเห็นต้นโพธิ์กำลังจะเกิดก็ได้ปล่อยไว้ตามเดิมไม่ตัดถางทิ้ง นอกจากจะไม่ตัดทิ้งแล้วยังช่วยกันดูแลรักษารดน้ำ ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงให้เจริญเติบโตอย่างดีจนมาถึงทุกวันนี้
                เชื่อกันว่าต้นโพธิ์นั้น เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าหรือศาสนาพุทธ เพราะในครั้งพุทธกาลต้นโพธิ์มีความสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นร่มประทับบำเพ็ญเพียรจำสามารถบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ชาวบ้านจึงให้ความสำคัญและดูแลไว้อย่างดี
                แสงไฟส่องสลัวจากข้างศาลาการเปรียญไปถึงต้นโพธิ์ พอให้มองเห็นผ้าเจ็ดสีที่ชาวบ้านนำมาผูกไว้เพื่อเป็นการทำสักการะและบูชาจนทำให้รู้สึกว่าต้นโพธิ์นี้มีความขลังขึ้นโดยไม่ต้องมีใครคอยนำเสนอว่า ต้นโพธิ์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างไรคนก็บูชาด้วยผ้าเจ็ดสี มีธูปปักรอบ ๆ และน้ำอัดลมสีแดงตั้งวางไว้เรียงกันจนบอกไม่ได้ว่านำมาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะธูปที่ปักไว้รอบก็ถูกไฟที่จัดไหม้จนหมดเหลือเพียงก้านธูป น้ำอัดลมบางขวดก็สีซีดจนพอมองดูออกว่าคงไม่เหลือรสชาติอะไรแล้ว ลมหนาวพัดมาเป็นละลอก ๆ ทำให้ชายผ้าปลิววิบวับ กลิ่นธูปโชยมาจากทางต้นโพธิ์โดยไม่รู้สาเหตุและไม่เห็นใครนำมาปักหรือสักการะแม้แต่คนเดียวในวันนี้
                “กลิ่นธูป” ข้าพเจ้าพูดเบา ๆ รู้สึกวังเวง เริ่มส่องส่ายสายตาไปมาทั่วทุกทิศในบริเวณวัด แต่ก็ไม่เห็นใคร บรรยากาศทำไมมันเป็นเช่นนี้ ทันใดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า ขณะนั้นข้าพเจ้ากำลังกวาดสายตาไปรอบ ๆ วัด และหยุดสายตาไว้ที่ผ้าเจ็ดสีที่ผูกไว้ต้นโพธิ์ แล้วมีแสงไฟสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเห็นเป็นเหมือนลูกแก้วก้อนกลม ๆ ประมาณเท่ากำปั้นสีเขียวลอยมาจากทางทิศตะวันตกพุ่งเข้าใส่ต้นโพธิ์อย่างแรงจนลูกแก้วไฟสีเขียวนั้นแตกกระจายออกเป็นสะเก็ดไฟสว่างไปทั่วบริเวณรัศมียี่สิบเมตร ข้าพเจ้าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ขาแข็ง ตัวทื่อชาไปทั้งตัว หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ได้ยินเสียงดังตุ๊บ ๆ เหมือนจะทะลุออกจากหน้าอก ข้าพเจ้ากลัวจนตัวสั่น ทั้งอยู่วัดคนเดียวและต้องมาเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดอะไรเช่นนี้ พอตั้งสติได้ ข้าพเจ้าก็วิ่งเข้าไปในหมู่บ้านโดยไม่คิดอะไรนอกจากรีบเข้าไปให้ถึงในหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด
                “ตาศรี ตาศรี” ข้าพเจ้าวิ่งเข้าไปถึงหมู่บ้านและรีบไปบ้านตาศรีอุบาสกผู้ที่ข้าพเจ้าสนิทที่สุดอายุก็ย่างจะแปดสิบแล้ว ตาศรีกำลังจะเข้านอนพอดี ข้าพเจ้าจึงขออยู่ด้วยสักคืนหนึ่งพร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ตาศรีจึงจัดที่หลับที่นอนสำหรับให้ข้าพเจ้าจำวัดด้วยสักคืนหนึ่งในที่อันสมควร และบอกกับข้าพเจ้าว่า ในวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ และเหตุการณ์เช่นนี้ก็เคยมีคนพบเจออยู่บ่อย ๆ ครั้ง สิ่งเหล่านี้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ จะมีบางคนเท่านั้นที่สามารถพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ สิ่งลี้ลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่เชื่อก็อย่ารบหลู่
                                                                                                                                                ตอย เรืองคำ    
                  
               















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น